วิธีดูแลสุขภาพ ธรรมชาติบำบัด

วิธีดูแลสุขภาพ โดยใช้หลัก ธรรมชาติบำบัด ปรับสมดุลร่างกาย

( ฝึกสมาธิ ดีท็อก ล้างสารพิษ ชี่กง พลังจักรวาล )

เพื่อบรรเทา หรือ รักษาโรคต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยไม่พึ่งยาเคมี และ อาหารเสริม

 วิธีดูแลสุขภาพ ธรรมชาติบำบัด ดูแลสุขภาพ การดูแลสุขภาพ

 

 

ดูแลสุขภาพ อย่างไรให้หายจากโรค?

การดูแลสุขภาพ

 

     วิธีดูแลสุขภาพ เพื่อรักษาโรคให้ได้ผลดีนั้นจะต้องดูแลสุขภาพองค์รวมทั้ง สุขภาพกาย และ สุขภาพใจ ตั้งแต่การกินอาหาร ฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย ยืดเส้น ดำเนินกิจกรรมให้ถูกเวลา ๆลๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับปัจจัยที่เขาต้องการสำหรับฟื้นฟูสุขภาพ

     ดูแลสุขภาพอย่างไรถึงจะถูกวิธี?

     เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างร่างกาย DNA ความเชื่อ นิสัย กรรม บุญกุศล ๆลๆ ล้วนแล้วแต่แตกต่างกัน วิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับคนหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง100% สิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี ไม่ได้แปลว่าดีกับคุณ บางวิธีอาจจะดีสำหรับคุณในระยะสั้น แต่ไม่ดีในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพคือ เรียนรู้ร่างกาย และ จิตใจของตัวเอง และเปิดใจพิสูจน์หาสิ่งที่ดีกับตัวคุณ ถ้าวิธีดูแลสุขภาพที่คุณทำอยู่ถูกต้อง สุขภาพองค์รวมโดยเฉลี่ยจะต้องค่อยๆแข็งแรงขึ้น (หมอที่ดีที่สุดคือตัวคุณเอง) ในช่วงแรกอาจจะมีอาการไม่สบายตัวบ้าง เพราะเป็นกลไกในการรักษาตัวเองของร่างกาย

     โดยมีวิธีที่สังเกตุง่ายๆคือ  นอนหลับสนิทมากขึ้น  มีแรงในการดำเนินชีวิต สุขภาพจิตแจ่มใส กล้ามเนื้อไม่แข็งตึง ขับถ่ายง่าย รู้สึกสบาย ไม่หนักเนื้อหนักตัว มือเท้าอุ่น หน้าผากเย็น และ สุขภาพช่างปากดี

    

วิธีดูแลสุขภาพ

       วิธีดูแลสุขภาพที่ถูกต้องจะต้องแก้ที่สาเหตุ

     ถ้าอาการเจ็บป่วยของคุณเกิดจากสารพิษในร่างกายเยอะ เช่น สิว ผดผื่น  ๆลๆ การช่วยร่างกายระบายสารพิษ จะทำให้อาการดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกัน ถ้าคุณป่วยเพราะร่างกายสมดุลร้อนเย็น เช่น เจ็บคอ ปากเป็นแผล ร้อนใน ตัวร้อน ปากแห้ง ๆลๆ  การปรับสมดุลร้อนเย็น จะทำให้คุณหายป่วย ถ้าคุณป่วยเพราะสุขภาพจิตแย่ หรือ พลังชีวิตต่ำ การฝึกสมาธิเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

     แต่โรคส่วนมากนั้นเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย (มะเร็ง เบาหวาน กรดไหลย้อน ๆลๆ) ซึ่งสาเหตุของความเสื่อมไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยเดียว การแก้ที่ปัจจัยเดียว เช่น บริโภคอาหารทีดี่ต่อสุขภาพ หรือ ออกกำลังกาย อย่างเดียวนั้น โอกาสที่จะหายขาดจากโรคนั้นมีน้อย (เป็นแค่การบรรเทาอาการ) เพราะร่างกายมนุษย์ทำงานเป็นระบบ ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การดูแลสุขภาพองค์รวม


     มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนวิเศษสามารถรักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง แต่การที่จะฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงได้นั้น คุณจะต้องให้ปัจจัยที่ร่างกายต้องการสำหรับฟื้นฟูสุขภาพ

การดูแลสุขภาพ ดีท๊อก ล้างสารพิษ

    

     ลังจากที่ร่างกายได้รับปัจจัยที่กล่าวข้างต้นแล้ว ร่างกายจะเริ่มรักษาตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไป สุขภาพองค์รวมจะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ  ผมเชื่อว่าวิธีดูแลสุขภาพ ตามหลัก ธรรมชาติบำบัด สามารถบรรเทา หรือ รักษาโรคให้หายขาดได้ทุกโรค เพราะว่าเป็นการรักษาโรคที่ต้นเหตุ  การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าไม่ทำตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคตอีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้าคุณก็ต้องดูแลอยู่ดี ดังนั้นมาเริ่มกันเถอะครับ

 ดูแลสุขภาพ ธรรมชาติบำบัด

 

   วิธีดูแลสุขภาพ เพื่อรักษาโรค

    

     วิธีดูแลสุขภาพองค์รวม ที่ผมเขียนในเว็บนี้ ( ไม่พึ่งยาเคมี )

เป็นการให้ปัจจัยที่ร่างกายต้องการสำหรับฟื้นฟูสุขภาพ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และ ยังเป็นการทำบุญไปในตัวด้วย (หนึ่งในสาเหตุของความเจ็บป่วยคือ กรรมไม่ดีที่ทำใว้ในอดีต) โดยจะแบ่งการดูแลสุขภาพออกเป็น 5 หมวด คือ

1. รักษาศีล 5, ฝึกสมาธิ และ วิปัสสนา 

2. กินอาหาร ปรับสมดุลร่างกาย และ ระบบย่อยอาหาร 

(ถ้ามีโอกาสให้แพทย์แผนไทย-จีนช่วยแมะ และ ทานยาสมุนไพรควบคู่ไปด้วยจะดีมาก)

3. ช่วยร่างกายระบายสารพิษ (ดีท๊อก) 

4. ลดสารพิษในร่างกาย

5. ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค ปรับสมดุลของร่างกาย

ควรจะให้ความสำคัญทุกหมวดนะครับ เพราะร่างกายของมนุษย์ทำงานเป็นระบบ

     Note หลักวิธีดูแลสุขภาพที่เขียนในเว็บนี้ บางอย่างวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ดี งมงาย หรือว่าไม่มีจริง สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในศาสนาพุทธ ไม่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ผมแนะนำให้ท่านลองเปิดใจดูเพื่อที่จะไม่พลาดสิ่งดีๆในชีวิตครับ

 

ฝึกสมาธิ 
รักษาศีล5

เพิ่มพลังจิต พลังชีวิต จักระ ระบบไหลเวียนเลือด ลมปราณ ทำบุญ แก้กรรม

 วิธีดูแลสุขภาพ พลังกายทิพย์

วิชาพลังกายทิพย์เพื่อสุขภาพ

สวดมนต์

สวดมนต์

วิธีเดินจงกรม และ นั่งสมาธิ

เตโชวิปัสสนา ดูแลสุขภาพ

 หลักสูตรเตโชวิปัสสนา
คลอสปฎิบัติจริงจัง

ชี่กง พลังจักรวาล

กระบวนท่า ชี่กง พลังจักรวาล

ชี่กง พลังจักรวาล
และ วิธีหายใจลึก

 สมาธิ วิธีดูแลสุขภาพ

 หลักสูตรสมาธิ (สายหลวงปู่มั่น)

 วิธียืนสมาธิ ช่วยดูแลสุขภาพ

วิธียืนสมาธิรักษาโรค

     สำหรับการดูแลสุขภาพแล้ว พลังชีวิต ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เชื่อหรือไม่ว่าพระอริยะหลายองค์อยู่ได้ด้วยพลังงานที่เกิดจากฝึกภาวนา โดยที่ท่านไม่ได้รับสารอาหารอะไรดีมากมายแต่พวกท่านก็มีชีวิตอยู่ได้

สมาธิช่วยบรรเทาหรือรักษาโรคได้อย่างไร ?

ก่อนอื่นผมขอแบ่งสมาธิออกเป็น 2 แบบ

1. สมาธิเพื่อเพิ่มพลังจิต

2. สมาธิที่มุ่งเน้นปรับพลังจักระ และ ส่งพลังงานไปรักษาอวัยวะที่กำหนด


สมาธิเพื่อเพิ่มพลังจิต (ไม่ได้มุ่งเน้นไปรักษาอวัยวะใด)

- ระหว่างการทำสมาธิจิตจะผลิตพลังชีวิต(พลังจิต) เมื่อพลังชีวิตเพิ่ม เซลล์ต่างๆในร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น เริ่มซ่อมแซมตัวเอง สามารถขับของเสียต่างๆออกจากร่างกายได้มากขึ้น

(การปฏิบัติธรรมบางเทคนิค เช่น กาปฏิบัติเตโชวิปัสสนา  และ บทสวดมนต์บางบท เช่น บทสวดมหาจักรพรรดิ ระหว่างปฏิบัติจะเกิดการปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย ทำให้ร่างกายสมดุลมากขึ้น )

- การเดินสมาธิ (เดินจงกรม, เดินสวดมนต์) นอกจากจะได้รับพลังจิตแล้ว เลือดและลมปราณยังไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาโรค

- การเดินสมาธิหลังรับประทานอาหารจะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้น

- เวลาทำสมาธิสมองจะถูกพัก(ทำงานน้อยลง) ซึ่งเป็นการลดระดับการสูญเสียพลังงาน (เราสูญเสียพลังงานไปกับความคิดมาก)  

- สมาธิจะช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสละในร่างกายทำให้เซลล์ต่างๆเสื่อมช้าลง 
 
- ผู้ที่ทำสมาธิ และ แผ่เมตุตาบ่อยๆ  จะมีมิตรที่ดีมากขึ้น เจอสิ่งดีๆในชีวิตมากขึ้น มีอุปสรรคน้อยลง และ มีความเป็นอยู่ที่ผาสุขมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดูแลสุขภาพ

- ผู้ที่มีฝึกสมาธิไปเรื่อยๆ จะเริ่มมีตัวเตือน เตือนว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และเขาจะสามารถบังคับตัวเองไม่ทำในสิ่งไม่ดีได้มากขึ้น

สมาธิที่มุ่งเน้นปรับพลังจักระ และ ส่งพลังงานไปรักษาอวัยวะต่างๆ

- เป็นการกำหนดสมาธิเพื่อดึงพลังงานจากภายนอกเข้ามาในร่างกาย ผ่านทางจุดจักระ เพื่อเพิ่มพลังงาน และสามารถส่งพลังงานไปยังอวัยวะที่ต้องการรักษาได้โดยตรง

- เช่น วิชาพลังกายทิพย์เพื่อสุขภาพ ของ คุณย่าเยาวเรศ บุนนาค


     เนื่องจากวิธีปฏิบัติมีหลายเทคนิค ความถนัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ท่านจะต้องลองหาวิธีที่ท่าชอบเอง และอย่านำแต่ละวิชามาปนกัน ในเว็บไซด์แห่งนี้แนะนำวิธีปฏิบัติเบื้องต้นของ สายพุทโธ และ ชี่กง พลังจักรวาล (ควรเข้าไปเรียนกับครูบาอาจาร์ยสายนั้นๆ) สำหรับผู้ที่เน้นดูแลสุขภาพ ผมแนะนำให้เริ่มจาก วิชาพลังกายทิพย์เพราะเป็นวิธีดูแลสุขภาพโดยตรง

ดูแลสุขภาพด้วยอานาปานสติ

วิธีฝึกอานาปานสติโดยท่าน อาจารย์อัจฉราวดี

 

สมาธิ รักษาโรค

อานาปานสติช่วยรักษาโรค

 วิธีดูแลสุขภาพ ด้วยการรักษาศีล

กรรมที่ทำให้คนอายุยืน

และ มีโรคน้อย

กรรม

วิบากกรรมของการผิดศีล 5

     สำหรับการดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องทำเยอะ แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

     เนื่องจากสมาธิแต่ละวิธีนั้นไม่เหมือนกัน ระยะเวลาในการทำแต่ละวิธีก็แตกต่างกัน บางวิธีสามารถทำได้นาน ส่วนบางวิธีไม่ควรเกิน 30 นาที เพราะจุดบางจุดบนร่างกายไม่ควรกำหนดสมาธิลงจุดนั้นนานเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้นควรเข้าเรียนกับครูบาอาจาร์ยโดยตรง

     คนเราเจ็บป่วยก็เพราะกรรม แข็งแรงก็เพราะกรรม สวย รวย หรือ ยากจนก็เพราะกรรม กรรมเกิดจากการสัมผัสที่มีเจตนา ไม่ว่าตามองอะไร หูฟังอะไร จมูกดมอะไร ปากกินอะไร กายทำอะไร สัมผัสอะไร ใจคิดอะไร รู้สึกอย่างไร เมื่อกรรมเกิดแล้วก็ย่อมมีวิบากของกรรมนั้นๆ กรรมมีทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่  กรรมเก่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ มีแต่กรรมใหม่เท่านั้นที่คุณเลือกที่จะทำได้

     ทางกาย การรักษาศีล 5 (โดยเฉพาะศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์) การไม่เบียดเบียนสัตว์ ช่วยเหลือ และ เอ็นดูสัตว์ ออกกำลังกาย กินอาหารที่ย่อยง่าย
     ทางใจ พยายามเอาจิตมาอยู่ที่ร่างกาย เช่น ลมหายใจ, การเคลื่อนไหวของร่างกาย, หรือสวดมนต์ นึกพุทโธ, แผ่เมตุตา ๆลๆ
     จะทำให้คุณหายจากโรคได้เร็วขึ้น เจ็บป่วยน้อย และ เจอสิ่งดีๆในชีวิตมากขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ผาสุข
   

    

กินอาหาร ปรับสมดุลร่างกาย และ ระบบย่อยอาหาร

★★ กินอาหารที่ย่อยง่าย วันละ 1-2 มื้อหลัก มื้อเช้า 7-9 โมง ค่อยค่อยกิน เคี้ยวละเอียดๆ
กินอิ่มพอดี ชนิด รสชาติ และ ประโยชน์ของอาหารพอดีกับร่างกาย ณ ขณะนั้น ★★

ดื่มน้ำอย่างถูกวิธี

ดื่มน้ำถูกวิธี

 

วิธีกินอาหารให้ย่อยง่าย


กินวันละมื้อ วิธีดูแลสุขภาพ

จำนวนมื้ออาหาร เวลา
ปริมาณ และ ชนิด

วิธีปรับสมดุลร้อนเย็น

 

 

วิธีปรับสมดุล

ระบบย่อยอาหาร

    

     อาหารมีผลต่อสมดุลของร่างกายมาก ถ้าทานอาหารถูก  จะมีแรงในการดำเนินชีวิต กล้ามเนื้อไม่แข็งตึงมาก  รู้สึกสบาย ไม่หนักเนื้อหนักตัว มือเท้าอุ่น หน้าผากเย็น ผิวหนังมีความชุ่มชื้น และ สุขภาพจิตแจ่มใส ๆลๆ แต่ถ้าทานผิดร่างกายจะไม่สบาย หนักเนื้อหนักตัว ๆลๆ

     เนื่องจากร่างกายแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ธาตุหลักตามธรรมชาติก็แตกต่างกัน อย่างเช่น ผม เป็นคนผอม ผิวแห้งง่าย เวลาเดินชอบมีเสียงกระดูกลั่น ขี้หนาว ทนหนาวได้น้อย แต่ทนร้อนได้ดี สภาพร่างกายแบบนี้ คือ สภาพร่างกายพื้นฐานที่มีธาตุเย็น แห้ง และ เบา อาหารที่เหมาะกับผม คือ อาหารที่มีอุณหภูมิ อุ่น ฤทธิ์ กลาง - อุ่น มีความชุ่มชื้น มีส่วนผสมของน้ำ และ ไขมันชนิดดีเยอะ เพื่อที่จะทำให้ธาตุตามธรรมชาติสมดุล เช่น  น้ำอุ่น ผลไม้ฤทธิ์เย็นผ่านความร้อน เช่น กล้วยต้ม กล้วยนึ่ง แอปเปิ้ลต้ม ผักนึ่ง มันเทศนึ่งทาด้วยเนย ผสมกับเกลือ มะละกอตุ๋นเห็ดหูหนู ๆลๆ ส่วนอาหารที่ไม่เหมาะกับผม คือ อาหารที่มีอุณหภูมิเย็น ฤทธ์เย็นมาก อาหารแห้ง เช่น ผักผลไม้ฤทธิ์เย็นสดในปริมาณมาก ผักดิบมากๆ ของแห้ง เช่น คุกกี้ ผลไม้อบแห้ง น้ำเย็น เมื่อไรผมทานคุกกี้มากปากก็จะเป็นแผลง่าย เป็นต้น

     แต่ถ้าคนอีกประเภทที่ร่างกายพื้นฐาน ธาตุร้อน ขี้ร้อน  ทนร้อนไม่ได้ ร่างกายไม่ผอม ผิวมัน มีน้ำมีนวล ลักษณะอาหารที่เหมาะกับคนธาตุนี้ คือ อาหารที่มีฤทธิ์ กลาง - เย็น มีส่วนผสมของน้ำ และ ไขมันน้อย  สามารถทานอาหารที่มีอุณหภูมิเย็นได้มากกว่าธาตุอื่นๆ เช่น น้ำเย็น ถ้าคนลักษณะนี้ทานอาหารแบบเดียวกับผมเขาก็จะป่วยเพราะอาหารดังกล่าวไม่เหมาะกับเขา ดังนั้นจะต้องเรียนรู้ร่างกายของตัวเองว่าเขาชอบแบบไหนไม่ชอบแบบไหน

     สมดุลร้อนเย็นเป็นสิ่งที่หลายๆคนมองข้ามไปรวมถึงตัวของผมเองในอดีต (ผมเคยป่วยหนักจากการที่ร่างกายไม่สมดุลร้อนเย็น) การที่ร่างกายไม่สมดุลร้อนเย็น แต่ละคนจะแสดงอาการออกมาไม่เหมือนกัน

     โดยในระยะเบื้องต้น จะมีอาการป่วยเล็กๆน้อยๆ เช่น ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ปวดตึงตามเนื้อตัว ท้องผูก อุจจาระแข็ง ริมฝีปากแตก เส้นเลือดขอด เจ็บคอ ๆลๆ (อาการร้อนเกิน) มีน้ำมูกสีใส เสมหะมาก ไม่เหนียว สีใส หนักหัว หัวตื้อ ท้องอืด จุก เสียด มือเท้าเย็น ๆลๆ  (อาการเย็นเกิน) ถ้าปล่อยใว้นานเข้า ร่างกายจะเสื่อมเร็ว และส่งผลให้เป็นโรค ต่างๆที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น เบาหวาน มะเร็ง ๆลๆ ดังนั้นการปรับสมดุลร่างกายเป็นปัจจัยที่สำคัญ

     นอกจากเรื่องธาตุตามธรรมชาติ และ สมดุลร้อนเย็นแล้ว สิ่งต่อมาที่ผมให้ความสำคัญคือ ระบบย่อยอาหารเพราะ ภูมิคุ้มกันหลักของร่างกายอยู่ที่ระบบย่อยอาหาร ถ้าระบบย่อยอาหารไม่ดี ทุกระบบในร่างกายจะค่อยๆรวน สารอาหารที่เป็นประโยชน์จะดูดซึมได้น้อย สารพิษในร่างกายจะเพิ่มมากขึ้น (ผลิตจากจุรินทรีย์ชนิดไม่ดีในร่างกาย ๆลๆ) ภูมิคุ้มกันจะเริ่มตก ระบบขับถ่ายจะทำงานไม่ดี สารพิษจะเริ่มสะสมในร่างกาย อวัยวะอื่นๆจะเริ่มทำงานได้ไม่ดีส่งผลให้ลมปราณวิ่งไม่สะดวก

     ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามจุดต่างๆ (ลมค้างตามเส้น) พอปล่อยใว้นานๆ อวัยวะต่างๆก็เริ่มเสื่อม โรคอื่นๆก็ตามมา เช่น ปวดหัว ภูมิแพ้ ปวดข้อ และ กล้ามเนื้อ กรดไหลย้อน อ่อนเพลีย อ้วน ๆลๆ อีกมายมาก  ท่านเห็นแล้วใช่ไม้ว่า ปัญหาของระบบย่อยอาหารไม่ได้เป็นที่กระเพาะอย่างเดียว มันส่งผลไปถึงเกือบทุกระบบในร่างกาย ดังนั้นอีกกุญแจของการดูแลสุขภาพคือ ย่อยอาหารที่ทานเข้าไปให้ได้ และ ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร 

     

 

ช่วยร่างกายระบายสารพิษ

สวนล้างลำไส้ วิธีดูแลสุขภาพ ธรรมชาติบำบัด

วิธีดีท็อกลำไส้ สวนล้างลำไส้

 กัวซา วิธีดูแลุสขภาพ ธรรมชาติบำบัด

     เมื่อร่างกายมีสารพิษเยาะจะมีอาการไม่สบายตัวต่างๆ เช่น

    - สิว ผื่น คัน
(สารพิษสะสมในเลือดเยอะ และ ไม่สามารถระบายออกมาทางอุจาระ ปัสสาวะ ได้ทันเลยไปออกที่ผิวแทน )

    - อาการเหมือนเป็นภูมิแพ้

    - ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และ กระดูก
(สารพิษส่วนหนึ่งจะระบายออกทางเส้นลมปราณ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร่องระหว่างกล้ามเนื้อ พอขับออกได้ไม่ทันกล้ามเนื้อจะพยายามเกร็งตัวเพื่อบีบออก แต่พอออกไม่ได้ก็เกร็งค้าง) ๆลๆ

     การสวนล้างลำไส้ช่วยระบายสารพิษออกทางอุจจาระ ทำให้อาการต่างๆลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนการกัวซาจะช่วยร่างกายระบายสารพิษออกทาง เลือดเสียที่ซึมออกทางผิวหนัง เหงื่อ และ เส้นลมปราณ

    

 กัวซา วิธีดูแลุสขภาพ ธรรมชาติบำบัด

กัวซา

 

     การสวนล้างลำไส้ และ การกัวซา เป็นศาสตร์โบราณที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องกายช่วยระบายสารพิษอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

     แพทย์ธรรมชาติบำบัดหลายท่านเล่าว่า หลังจากที่ผู้ป่วยได้ทำการกัวซา และสวนล้างลำไส้แล้ว อาการต่างๆทุเราลงมาก ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยจึงสามารถใช้ 2 วิธีนี้ในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็ว

Note 2 วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย เอาใว้เป็นตัวช่วยสำหรับระบายสารพิษเท่านั้น

ลดสารพิษจากภายในร่างกาย

 

ดำเนินกิจกรรมถูกเวลา

ตื่นนอน 3:00 - 4:00 น

เดินจงกรม-นั่งสมาธิ 4:00-5:00 น

ทานอาหารมื้อหลัก 7:00 - 9:00 น

เอาจิตกลับมาอยู่กับตัวเอง เลิกดูหนัง ฟังเพลง 21:00 น

 

 

ศึกษาธรรมชาติของจิต

ทำไมถึงรู้สึกทุกข์?

 

น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค

 

     น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรคที่มีคุณภาพสูงมาก แม้แต่พระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นสัพพัญญูู ท่านยังแนะนำให้พระภิกษุใช้น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค นอกจากพระภิกษุแล้วยังมีผู้คนจำนวนมากรักษาโรคหายโดยใช้น้ำปัสสาวะช่วย

สำหรับผู้ที่ยังทำใจไม่ได้ก็ยังไม่ต้องใช้ครับ แต่ควรศึกษาใว้เผื่อเป็นตัวเลือกนึงเวลาฉุกเฉิน

น้ำปัสสาวะรักษาโรคได้อย่างไร?

ประสบการ์จริงจากการใช้น้ำปัสสาวะรักษาโรค

เช่น โรคไซนัส ภูมิแพ้ชนิดต่างๆ ปวดประจำเดือน โรคตา มะเร็ง เนื้องอก เอดส์ เบาหวาน  ท้องผูก ริดสีดวง ปวดข้อ ไมเกรน โลหิตจาง

 

 หลักปฎิบัติควบคู่ไปกับ วิธีดูแลสุขภาพ

 

ทางสายกลาง หรือ ความพอดี

     “อะไร ที่เกินความพอดีมักจะไม่ประสบความสำเร็จ “ คำพูดนี้รวมถึงการดูแลสุขภาพด้วย เช่น รับประทานอาหารเยาะหรือน้อยเกิน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากเกิน (ได้รับวิตามินหรือแร่ธาตุมากเกิน)  ทำดีท๊อก มากเกินไป ฝึกสมาธินานเกิน ๆลๆล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียให้กับร่างกาย

 

ค่อยเป็นค่อยไป (step by step)

     การรักษาโรคด้วยวิธีธรรามชาติบำบัด ถ้าทำถูกต้องสุขภาพองค์รวมจะค่อยๆดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป สำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเรา (ไม่มีฤทธิ์) ถ้าป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดหลักธรรมชาติมานาน คงจะเป็นไปได้ยากที่จะรักษาโรคให้หายขาดภายใน 2-3 อาทิตย์ คุณต้องให้เวลากับร่างกายนานพอสมควร และไม่ควรรีบเร่งให้หายไว เพราะ ยิ่งรีบยิ่งเป็นการกดดันตัวเอง ส่งผลให้สุขภาพมีโอกาสที่จะแย่ลง ดังนั้นการดูแลสุขภาพควรจะทำแบบ ค่อยเป็นค่อยไป (step by step) ค่อยๆลดพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ดี ค่อยๆเพิ่มในสิ่งที่ควรจะทำ และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องมีความตั้งใจ ค่อยๆศึกษาทำความเข้าใจกับร่างกายของตัวเอง

อาหารฤทธิ์เย็น

อาหารฤทธิ์ กลาง - ค่อนเย็น 

ส่วนประกอบ

1. กล้วยน้ำว้าสุก 1-2 ลูก

Note

- ถ้าทานแล้วรู้สึกร่างกายเย็นไป หรือ ย่อยผลไม้ฤทธิ์เย็นไม่ไหวให้ลองเปลี่ยนเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นต้ม เช่น แอปเปิ้ลต้ม, กล้วยน้ำว้าต้ม, กล้วยนึ่ง  ๆลๆ

- สามารถใช้ผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่างอื่นได้ เช่น แตงโม แคนตาลูป ส้มโอ ๆลๆ แต่ควรทานอย่างพอดีไม่มากจนเกินไป เช่น แตงโม 1-2 ชิ้น

2. ข้าวขัดขาว , หรือ ข้าวขาว ผสม ลูกเดือย ครึ่ง ถึง 1 ทัพพี

Note ก่อนหุงลูกเดือยจะต้องแช่น้ำทิ้งใว้อย่างน้อย 8 ชม เพื่อให้ย่อยง่าย

3. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น  1 ช้อนชา -1 ช้อนโต๊ะ

Note

- สำหรับผู้ที่ไม่ถูกกับมะพร้าวสามารถใช้ เนยแท้ หรือ กี (Ghee) หรือ น้ำมันมะกอกสกัดเย็น หรือ น้ำมันงาสกัดเย็นแทนได้

พยายามใช้ไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก

4. มิโสะ 1 ช้อนชา ถึง ครึ่งช้อนโต๊ะ หรือ เกลือทะเลเ 1/4 ช้อนชา

5. ผักฤทธิ์เย็นนึ่ง ลวก หรือ ผัดด้วยน้ำใช้ไฟอ่อน เช่น ผักบุ้งลวก ผักตำลึง บร็อคโคลี่นึ่ง ๆลๆ

Note สามารถผสมผักฤทธิ์เย็นสดได้ในปรืมาณพอดี เช่น ผักกาดหอม เรดโอ๊ค เบบี้คอส ผักติ้ว ใบชะมวง ยอดมะกอก ๆลๆ 

6. ไข่ดิบ หรือ ไข่ลวกกึ่งสุกกึ่งดิบ 1-2 ลูก

วิธีรับประทานตามลำดับ

1. รับประทานกล้วยน้ำว้าก่อน จากนั้นเว้น 30 นาที

2. ทานไข่ลำดับต่อมา (ลำดับในรูปผิด)

3. ตามด้วยข้าวขัดขาวคลุกกับ มะพร้าว หรือ หัวกะทิ ผสม มิโสะ หรือ เกลือ กินพร้อมกับ ผักบุ้ง

อาหารฤทธิ์กลาง

ส่วนประกอบ

1. เมล่อน หรือ มะละกอสุก อย่างใดอย่างหนึ่ง

2. โหระพา, กรีนโอ๊ค,  ผักกาดนึ่ง หรือ ลวก ด้วยไฟอ่อน

3. ข้าวขัดขาว ครึ่ง ถึง 1 ทัพพี

4. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น  1 ช้อนชา -2 ช้อนโต๊ะ

Note
- สำหรับผู้ที่ไม่ถูกกับมะพร้าวสามารถใช้ เนยแท้, กี (Ghee) หรือ น้ำมันมะกอกสกัดเย็น หรือ น้ำมันงาสกัดเย็นแทนได้

- พยายามใช้ไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก

5.  เกลือทะเล 1/4 ช้อนชา

6. ปลานึ่ง (สำหรับผู้ที่ป่วยมาก อย่าทานเยอะมาก ไม่เกิน 5- 10% ของอาหาร)

วิธีรับประทานตามลำดับ

1. รับประทานผลไม้ก่อน เว้น 30นาที

2. ทานปลาลำดับต่อมา (ลำดับในรูปผิด)

3. ตามด้วยข้าวขัดขาวคลุกกับ น้ำมัน และ เกลือ พร้อมกับ ผักลำดับสุดท้าย

Visitors: 59,434