วิธีนั่งสมาธิ ฝึกสมาธิ เดินจงกรม

วิธีนั่งสมาธิ เดินจงกรม ฝึกสมาธิ สมาธิบำบัด

เพื่อบรรเทา หรือ รักษาโรค

วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น ( นั่งสมาธิ และ เดินจงกรม ) และ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสมาธิส่วนมาก  ที่ผมแนะนำในเว็บเพจนี้ เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากหลักสูตรครูสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ โดยมีพระธรรมมงคลญาณเป็นผู้ก่อตั้ง

เพื่อป้องกันความเสื่อมของศาษนา ต้องบอกว่าบทความที่เขียนในเพจนี้มีบางส่วนที่ผมแต่งเองเพื่อความเข้าใจง่าย

นั่งสมาธิ

ศิษย์ขออนุญาติพระอาจาร์ย นำวิชานี้มาอธิบายในแนวสุขภาพเพื่อให้ผู้ฝึกมีสุขภาพแข็งแรง

ประวิติหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร

หัวข้อ

สมาธิช่วยรักษาหรือบรรเทาโรคได้อย่างไร

มาเริ่มฝึกสมาธิกันเถอะ 

วิธีฝึกสมาธิเบื้อต้น วิธีเดินจงกรม และ นั่งสมาธิ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมาธิ


 

ฝึกสมาธิทำให้คนจิตใจดี

 

 

สมาธิบำบัด รักษาโรค อย่างไร

 กบนั่งสมาธิ

 

การฝึกสมาธิช่วยให้หายหรือบรรเทาโรคได้โดย 

1.จุดประสงค์ของการทำสมาธิ คือ การผลิตพลังงาน ในรูปของพลังจิต (กำลังใจ) ซึ่งเปรียบเสมือนอาหารใจ

- พอพลังจิตเพิ่ม พลังชีวิตก็เเพิ่ม พลังชีวิตเป็นพลังรู้ รู้ว่าส่วนใดของร่างกายบกพร่อง พลังชีวิตจะเข้าไปรักษาซ่อมแซมร่างกายส่วนที่เจ็บป่วยโดยที่เราไม่ต้องไปกำหนดใดๆทั้งสิน เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายต้องการพลังชีวิต

- พลังงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการดูแลสุขภาพ

- เมื่อไรที่คุณมีพลังชีวิตเพียงพอต่อการใช้งาน เซลล์ต่างๆในร่างกายจะเริ่มรักษาตัวเองตาม กลไกการรักษาตัวเองของร่างกาย

 

สมาธิช่วยผลิตพลังจิตหรือกำลังใจ

2.ผู้ฝึกสมาธิจะมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคต่างๆเพิ่มมากขึ้นทำให้โรคหายเร็วขึ้น      

3.การเดินสมาธิ หรือ เดินจงกรม นอกจากจะได้รับพลังจิตแล้ว เลือดและลมปราณยังไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาโรค      

4. เวลาทำสมาธิสมองจะถูกพัก(ทำงานน้อยลง) ซึ่งเป็นการลดระดับการสูญเสียพลังงาน (เราสูญเสียพลังงานไปกับความคิดมาก)     

5. สมาธิจะช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสละในร่างกายทำให้เซลล์ต่างๆเสื่อมช้าลง       

6.การทำสมาธิเป็นการแก้กรรม (สาเหตุของการป่วยอย่างหนึ่งมาจากผลของกรรมไม่ดีที่ทำเอาไว้ครับ)       

7. หนึ่งในสาเหตุของโรคคือ ผู้ป่วยชอบทำร้ายตัวเอง ชอบทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ดื่มสุรา ๆลๆ หลังจากฝึกสมาธิไปเรื่อยๆ เขาจะเริ่มมีตัวเตือนว่าสิ่งที่ทำไม่ถูกต้องแล้วเขาจะค่อยๆลดสิ่งเหล่านั้นลงไปเอง แต่การที่จะเกิดตัวเตือนได้ต้องขยันฝึกสมาธิต่อเนื่อง

 การฝึกสมาธิเป็นสิ่งสำคัญ

จิตเป็นหนึ่งคือกุญแจ

 

มาเริ่มฝึกสมาธิกันเถอะ

ก่อนจะเดินจงกรม และ นั่งสมาธิ จะต้องหาฐานที่ตั้งของจิตก่อน

- ฐานจิต คือ ที่อยู่ของจิต เช่น สมมุติว่าเรานำความรู้สึกมาใว้ที่หน้าผาก จิต (ตัวรู้) จะอยู่ที่หน้าผาก และหน้าผาก คือฐานที่ตั้งของจิต ถ้านำความรู้สึกมาอยู่ที่สะดือ จิตก็อยู่ที่สะดือ

- เวลาฝึกสมาธิ เราจะพยายามให้จิตอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ส่ายแส่ไปไหน

- ดังนั้นจึงต้องหาฐานจิตที่กำหนดง่ายที่สุดสำหรับแต่ละคน

- พระอาจารย์หลวงพ่อแนะนำฐานที่ตั้งของจิตใว้ 3 ที่ คือ 1. หน้าผาก 2. หัวใจ หรือ หัวอกด้านซ้าย 3. สะดือ

ฐานจิตเสลาฝึกสมาธิและเดินจงกรม       

ฐานจิตเสลาฝึกสมาธิและเดินจงกรม 

   วิธีหาฐานจิต 

     1.หลับตา

     2.ทดสอบกำหนดจิตไปไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งใน 5 จุดแล้วหาว่าจุดไหน กำหนดไปง่ายสุด สบายที่สุด  สำหรับบางท่านเมื่อกำหนดจิตไปไว้ที่ฐานได้แล้วจะมีความรู้สึกเหมือนมีอะไร เบาๆมาแตะหรือกดเบาๆ 

     Note !! การกำหนดจิต คือการนึกหรือเอาความรู้สึกของเราไว้ที่ตรงนั้น      

     3.เลือกฐานจิตที่ดีที่สุดไว้ 1 ฐาน สำหรับเวลาทำสมาธิ      

     4.เวลาเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ ควรจะกำหนดจิตไปไว้ที่ฐานจิต พยายามไม่ให้จิตส่ายแส่ไปไหน จากนั้นนึกคำบริกรรม พุทโธ เพื่อช่วยกรองอารมณ์

ศีล สมาธิ ปัญญา

 

 วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น วิธีเดินจงกรม และ นั่งสมาธิ

✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿

 จิตเป็นหนึ่งคือกุญแจของการทำสมาธิ การบริกรรมจะทำให้จิตเป็นหนึ่ง

ยิ่งจิตเป็นหนึ่งได้มากเท่าไรก็จะเป็นสมาธิมากเท่านั้น ยิ่งเป็นสมาธิมากจิตจะผลิตพลังจิตมาก

✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿

 หลายคนชอบคิดว่า การฝึกสมาธิจิตจะต้องนิ่งสงบ พอเดินจงกรม หรือ นั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบก็เลิกทำ

แต่จริงๆแล้ว จิตไม่สงบเป็นเรื่องปรกติของทุกคน แค่นึก พุทโธได้ก็เริ่มเป็นสมาธิแล้ว

ดังนั้นระหว่างเดินจงกรม หรือ นั่งสมาธิ ถ้าจิตไม่สงบก็นึกพุทโธต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด


★★ การเดินจงกรม เป็นการฝึกสมาธิตื้น ส่วนการนั่งสมาธิ เป็นการฝึกสมาธิลึก

ทั้ง 2 จะต้องทำควบคู่กัน การฝึกสมาธิถึงจะสมบูรณ์ ★★

 

วิธีเดินจงกรม

 

1. กำหนดเส้นทางเดินจงกรม (ทางเดินยาวประมาณ 3-6 เมตร)  

2. ยืนที่จุดเริ่มต้นทางเดินจงกรม จากนั้น พนมมือแล้วกล่าวคำอธิษฐานเดินจงกรมว่า     

” เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พุทโธ พุทโธ พุทโธ สาธุ  ”  

 

3. ใช้มือขวาจับมือซ้าย ห้อยมือสบายสบายไม่เกร็ง  

4. กำหนดจิตไว้ที่ฐานจิต ตามองทางเดินจงกรม ไกลว่าตัวประมาณ 1.5-2 เมตร (ไม่ควรหลับตาเวลาเดินจงกรม)

Note !!

การกำหนดจิตใว้ที่ใดๆคือ การนึกหรือเอาความรู้สึกไปใว้ที่ตรงนั้น

5. เริ่มบริกรรมอยู่ในใจ (นึกพุทโธไปที่ฐานจิต พยายามอย่าให้จิตส่ายแส่ไปที่อื่น หรือ นำความรู้สึกเหมือนกดลงไปที่ฐานจิต ไม่แรง และ เบาจนเกินไป พร้อมทั้งบริกรรม พุทโธ ไปที่ฐาน นึกพุทโธ อย่างมีสติ อย่านึกแบบนกแก้วนกขุนทอง ) พร้อมก้าวเท้าขวาเดินตามด้วยเท้าซ้าย (ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป)

Note !!

การบริกรรมโดยใช้คำบริกรรม คือ การนึกคำใดคำหนึ่งอยู่ในใจเรื่อยๆอย่างมีสติ

จุดประสงค์ของการบริกรรมเพื่อ กรองอารมณ์ให้เหลืออารมณ์เดียว

คำบริกรรมสามารถใช้คำใดก็ได้ เช่น พุทโธ โมโม เยซู มะมะ นะนะ ๆลๆ แต่หลวงพ่อแนะนำให้ใช้คำว่าพุทโธ เพราะเป็นคำสูง

พุทโธแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บาน

 

ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ฝึกสมาธิด้วยวิธีนี้ได้ทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องบริกรรม พุทโธจะบริกรรมด้วยคำอะไรก็ได้ จะเป็น เยซู นะนะ มะมะ โมโม ก็ได้

6. เมื่อเดินสุดทางจงกรมให้ค่อยๆหมุนตัวกลับทางขวายืนทรงตัวตรงแล้วจึงเริ่มก้าวด้วยเท้าขวาเหมือนตอนเริ่มต้น  

7. เมื่อครบตามเวลาที่กำหนด ให้แผ่เมตตุตาในใจว่า  

” สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขๆเถิด สาธุ”

จบการเดินจงกรม

 คนเราต้องกตัญญู

 

วิธีนั่งสมาธิ

1. นั่งขาขวาทับขาซ้าย ตั้งกายตรงอย่างสบายๆ

2. พนมมือระหว่างอก แล้วกล่าวคำอธิษฐานสมาธิ

” ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณบิดามารดา

คุณครูบาอาจารย์ จงมาดลบันดาล ให้เจ้าของข้าพเจ้า จงรวมลงเป็นสมาธิ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

พุทโธ พุทโธ พุทโธ

3. เอามือลงวางบนตักมือขวาทับมือซ้ายหลับตาเบาๆ จากนั้นบริกรรม พุทโธ พุทโธ ... ในใจจนกว่าจะเลิก ตามเวลาที่กำหนด 

- ทุกครั้งที่นั่งสมาธิให้ตั้งคำถามตัวเองว่าใครคือผู้รู้ 1 ครั้ง หลังจากบริกรรมไปได้ซักพักจากนั้นบริกรรมต่อไป   

- อาการต่างๆ เช่น จิตสงบ เยือกเย็นสบาย ผ่องใส เบาปลอดโปร่ง มีแสงเกิดหรือมีรูปภาพต่างๆ ระยิบระยับ รู้สึกเหมือนตัวหาย ลืมหายใจ พุ่งลอย เมื่อเกิดขึ้นต้องหยุดคำบริกรรมแล้วกำหนดจิตใว้ที่รู้ คือรู้ตรงไหนก็ตั้งใว้ตรงนั้น (ถ้าเมื่อไรมีอารมณ์กลับมาคิดอีกก็ให้กลับมาบริกรรมใหม่) 

4. หลังจากนั้นให้ตั้งใจสวดแผ่เมตตาพิเศษดังนี้  

“ สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ, อะเวรา สุขะ ชีวิโน

ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่มีเวรต่อกันและกัน จงเป็นผู้ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด

กะตัง ปุญญัง ผะลัง มัยหัง, สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต

ขอให้สัตว์ทั้งสิ้นนั้นจงเป็นผู้มีส่วนได้เสวยผลบุญอันที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนั้นเทอญ” 

 

สมาธิบำบัด

 

 

 

ความรู้เบื้องต้นเกียวกับสมาธิ

จุดประสงค์ของการทำสมาธิ

- เพื่อผลิต และ สะสมพลังจิต ไม่ใช่เพื่อความสุข ความสบาย หรือ ความซาบซ่าน  

- ถ้าเปรียบเทียบการทำสมาธิกับการรับประทานอาหารแล้ว จุดประสงค์ของการรับประทานอาหาร เพื่อต้องการสารอาหาร และ พลังงาน เช่น วิตามิน เกลือแร่  โปรตีน ๆลๆ ส่วนความอร่อยเป็นแค่ผลพลอยได้

- ความสุข ความสบาย ความเอิบอิ่ม ความซาบซ่าน ๆลๆ เป็นเพียงผลพลอยได้จากการทำสมาธิเท่านั้น เพราะอาการเหล่านั้น คือ อาการหนึ่งเวลาเข้าฌาน

- ถ้าเปรียบเทียบพลังจิตกับเงินแล้วการฝึกสมาธิเปรียบเสมือนการทำงานหาเงิน
พลังงานที่ได้จากการทำสมาธิ

สมาธิ

 

พลังจิตที่สร้างขึ้นจากการทำสมาธิในแต่ละครั้ง สามารถแบ่งออกเป็น  2 ประเภท

1. พลังจิตสะสมไม่สูญสลายตัว  ( ประมาณ 60 % ของพลังจิตที่สร้างขึ้น )
2. พลังจิตสำหรับการใช้งาน (ประมาณ 40 % ของพลังจิตที่สร้างขึ้น)

ความสำคัญของพลังงาน

- เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายต้องใช้พลังงาน

- เมื่อใดพลังงานใก้ลหมด ร่างกายจะทำงานได้ไม่สมประกอบ

- และเมื่อใดพลังงานหมดจะมีชีวิตอยู่ต่อไม่ได้

- พลังจิตเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์มาก

- เมื่อมีพลังจิตเพียงพอจะสามารถดำเนินวิปัสสนาให้เกิดวิปัสสนาญาณได้

พลังงานจะสูญเสียจากอะไรบ้าง?

- จากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำงาน ออกกำลังกาย ขับถ่าย ย่อยอาหาร ๆลๆ

- การใช้ความคิดในการทำงานต่างๆ

- นั่งสมาธิเข้าอรูปฌาน (5-8)

- การดำเนินวิปัสสนาในฌาน

สมาธิแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

- สมาธิธรรมชาติ และ สมาธิสร้างขึ้น

- สมาธิธรรมชาติจะเกิดขึ้นมากที่สุดตอนที่เรากำลังจะนอนหลับ(ช่วงเวลาเคลิ้มๆก่อนหลับ) เพียงแค่ประมาณ 2-3นาที

- สมาธิที่สร้างขึ้น เช่น การเดินจงกรม นั่งสมาธิ

ทำไมถึงต้องทำสมาธิทั้งๆที่มีสมาธิธรรมชาติอยู่แล้ว?

- เพื่อพัฒนาของที่มีอยู่แล้ว(สมาธิธรรมชาติ)ให้สามารถใช้งานได้มากขึ้น

- พลังงานที่เกิดจากสมาธิธรรมชาตินั้นน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการสะสม สร้างวันใช้วัน

- ส่วนพลังงานที่เกิดจากสมาธิที่สร้างขึ้นสามารถเหลือเก็บได้

สมาธิสร้างขึ้นสามารถแบ่งเพิ่ม อีก 2 ประเภท 

- 1. สมาธิที่ถูกต้อง (สัมมาสมาธิ)  2. สมาธิที่ไม่ถูกต้อง

- การฝึกสมาธิที่ถูกต้อง  จิตจะผลิตพลังจิต (ฌานที่ผลิตพลังจิต ตั้งแต่ฌานที่ 1 ถึง ฌานที่ 4)

- สมาธิที่ไม่ถูกต้อง เป็นสมาธิขั้นที่สูญเสียพลังจิต (ตั้งแต่ฌานที่ 5 ถึง ฌานที่ 8) 

- จิตเริ่มผลิตพลังจิตเมื่อใด?    

- ตั้งแต่เริ่มมีสติบริกรรมพุทโธ แต่ยิ่งมีอารมณ์เข้าใก้ล เอกัคคตารมณ์ (อารมณ์เดียว) จิตยิ่งผลิตพลังจิตมาก ยิ่งอยู่ในเอกัคคตารมณ์นาน จิตยิ่งผลิตพลังจิตมาก 

Note !! ธรรมชาติของคนเราคือจะคิดตลอดเวลา (มีอารมณ์เยาะ)  การบริกรรม เป็นการกรองอารมณ์ ทำไปเรื่อยๆ อารมณ์จะค่อยๆน้อยลง จนเข้าใก้ลเอกัคคตารมณ์ ) 

สมาธิบำบัด

 

ความลึกของสมาธิแบ่งเป็น 2 ประเภท

- สมาธิตื้น และ สมาธิลึก    

- สมาธิตื้นได้แก่ สวดมนต์ เดินจงกรม   

- สมาธิลึก ได้แก่ นั่งสมาธิ

- การทำสมาธิตื้น ก่อนสมาธิลึกจะทำให้ทำสมาธิลึกได้ดีขึ้น ดังนั้นควรเดินจงกรม หรือ สวดมนต์ก่อนนั่งสมาธิ

Note สำหรับคนปัจจุบัน เดินน้อยนั่งมาก ผมสนับสนุนให้เดินจงกรมมากกว่าสวดมนต์

สถานที่ที่เหมาะสมแก่การฝึกสมาธิ

- ที่ที่เงียบสงบ สบาย ปราศจากสัตว์ร้าย มี อากาศ ไม่ร้อนหรือไม่เย็นเกินไป 

ควรจะฝึกสมาธิเวลาใด ?

- ทำได้ทุกเวลาแต่ช่วงเวลาที่สะสมพลังจิตได้มากที่สุด หรือ ช่วงนาทีทอง คือ ตอน ตี 4-ตี 5 

ขนาดของฐานจิต

- มนุษย์แต่ละคนจะมีขนาดของฐานจิตแตกต่างกัน บางคนก็มีฐานจิตเล็ก บางคนก็มีฐานจิตใหญ่ ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการอฐิษฐาน แต่คงใช้เวลานานมากๆ

- ฐานจิตเปรียบเสมือน โอ่งใส่น้ำ ผู้ที่มีฐานเล็ก (โอ่งใบเล็ก)  เทน้ำใส่ไม่มากก็เต็ม

- ส่วนผู้ที่มีฐานใหญ่ (โอ่งใบใหญ่) ต้องเทน้ำจำนวนมากกว่าจะเต็ม

- เวลาทำสมาธิ ผู้ที่มีฐานจิตเล็ก จิตจะรวมเร็ว ส่วนผู้ที่มีฐานจิตใหญ่ จิตจะรวมช้า บางคนฝึกสมาธิ 3 เดือนจิตยังไม่รวม ส่วนบางคนฝึกแค่ 3 วัน จิตก็รวมแล้ว 


เดินจงกรมกันเถาะ

ความสำคัญของการบริกรรม

- การบริกรรมเป็นตัวนำให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง

- ถึงแม้ผู้ที่ฝึกสมาธิจนชำนาญแล้ว ถ้าทำสมาธิโดยไม่บริกรรม เช่น นั่งหลับตากำหนดจิตลงไปเลย สมาธิจะไม่มั่นคง เพราะว่าจิตจะลงไปเองเหมือนกับสมาธิธรรมชาติ

ขั้นตอนการฝึกสมาธิ

- การทำสมาธิถ้าอยากให้ได้ผลที่ดี ก่อนทำควรจะ อธิษฐานจิต "ข้าพ เจ้า ละลึกถึง คุณพระพุทธเจ้า ..."และ ปิดท้ายด้วยการแผ่เมตตา "สัพเพสัตตา ....."

จุดพลังอำนาจ

- สำหรับเงิน จุดพลังอำนาจคือจุดที่มีเงินมากมาย เช่น พันล้าน แสนล้าน ทำให้มีพลังของการซื้อ อยากจะซื้อ รถ บ้าน ๆลๆ ก็สามารถซื้อได้

- สำหรับพลังจิต  เมื่อใดมีพลังจิตถึงจุดพลังอำนาจ จะมีความพร้อมที่จะทำ ทำญาณ ทำฌาน รักษาโรคผู้อื่น หรือ วิปัสสนา ๆลๆ

- จะถึงจุดพลังอำนาจได้จะต้องทำสมาธิทุกวัน สะสมไปเรื่อยๆ

- ข้อสังเกตุเมื่อจิตถึงจุดพลังอำนาจ คือ เมื่อทำสมาธิหลับตา แล้วสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆแล้วเห็นเหมือนลืมตา เช่น พิจารณาร่างกายของคน เช่น ขา แขน กระดูก ๆลๆ (เกิดตาทิพย์ หรือ ธรรมะจักษุ)

ภวังค์

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. ภวังค์ธรรมชาติ

- เวลาเข้านอน ถ้าคิดเยาะๆจะนอนไม่หลับ แต่พอเริ่มหยุดคิดไปซักพักจะเริ่มรู้สึกเคลิ้มๆ แล้วก็เผลอหลับไปเมื่อไรไม่รู้

- ขณะเผลอหลับไปจิตเข้าภวังค์ธรรมชาติ

- จิตถ้าไม่เข้าภวังค์ไม่ได้จะนอนไม่หลับ

2. ภวังค์ ที่สร้างขึ้นจากการทำสมาธิ

- เวลาฝึกสมาธิในระยะต้นๆจะรู้สึกเหมือนง่วงนอน แล้วก็เผลอหลับไป แต่จริงๆไม่ได้เป็นการนอน เป็นการเข้าภวังค์ที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น บางท่านเวลาทำสมาธิแล้วสัปหงก เอนไปเอนมา หรือรู้สึกหลับหายไป นี่คือลักษนะของการเข้าภวังค์ที่ยังไม่ชำนาญ

- ภวังค์แบบนี้ ไม่ได้ให้ผลร้าย และเป็นสิ่งที่ผู้เริ่มฝึกสมาธิแทบทุกคนจะต้องผ่านจุดนี้

- และสามารถแก้ไขได้ด้วยการฝึกสมาธิบ่อยๆ เข้าภวังค์หลายๆครั้งจนชำนาญ อาการดังกล่าวจะหายไป

- ผู้ที่ชำนาญในการเข้าภวังค์จะสามารถเข้าไปทำงานในภวังค์ได้ เช่น ดำเนินวิปัสสนา ทำฤทธิ์ ๆลๆ

- สิ่งที่ต้องการสำหรับการทำสมาธิคือ ความชำนาญในการเข้าภวังค์

ใครคือผู้รู้ ?

- ทุกครั้งที่ฝึกสมาธิ หลังจากบริกรรมไปซักพัก ให้ถามตัวเองว่า 1 ครั้งว่า  "ใครคือผู้รู้" ควรถามทุกครั้งเพื่อให้เป็นนิสัยจนเกิดความชำนาญ

จุดประสงค์เพื่อ

- ช่วยไม่ให้หลงทาง เช่น หลงฌาน
- เมื่อเกิดนาทีวิกฤติในชีวิต จะช่วยปกป้องเราไม่ให้หลงทาง
- ให้พบตัวผู้รู้ หรือ จิตเดิม เมื่อฝึกสมาธิถึงระดับ

ฌาน และ ญาณ

- เกิดขึ้นเองไม่ได้ จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพลังจิต

- สัมมาสมาธิผลิตพลังจิต เมื่อเกิดพลังจิตจะเกิดกระแสจิต กระแสจิตเปลี่ยนเป็น ฌาน และ ญาณ

- องค์ประกอบของรูปฌาน

1. ปฐมฌาณ มีองค์ประกอบ 5 คือ วิตก วิจาร์ณ ปีติ สุข เอกัคคตา
2. ทุติยะฌาณ มีองค์ประกอบ 3 คือ  ปีติ สุข เอกัคคตา
3. ตติติยะฌาณ มีองค์ประกอบ 2 คือ สุข เอกัคคตา
4. จตุตถะฌาณ มีองค์ประกอบ 2 คือ อุเบกขา เอกัคคตา

- วิตก วิจาร์ณ เช่น การนึกพุทโธ ปีติ คือ ขนลุกขนพอง สุข คือ ความสบาย เอกัคคตา คือ อารมณ์ป็นหนึ่ง

- เวลาทำสมาธิแล้วรู้สึกสบาย มีความสุข อาการดังกล่าวเป็นลักษณะของฌาน 1 หรือ ฌาน 2 ที่เกิดจากกระแสจิต

- ความรู้ต่างๆ เช่น  การละลึกชาติ การรู้จักว่าคนตายแล้วไปไหน เกิดมาจากไหน รู้ว่าอนาคตข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น รู้ความนึกคิดของคน ๆลๆ คือ ญาณ

ญาณวิปัสสนาโดยละเอียด จากหลวงพ่อ

จุดดำ จุดขาว ในใจเกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลอย่างไร?

- จุดดำ เกิดจากอารมณ์ที่ไม่เป็นที่หน้าพอใจ เช่น ฉุนเฉียว โกรธ เศร้า เสียใจ ๆลๆ

- ในครั้งแรกๆที่เกิดอารมณ์ดังกล่าว จุดดำอาจจะยังไม่เกิด ไปไม่นานอารมณ์ดังกล่าวก็หาย แต่พอมีอารมณ์บ่อยๆ จนกลายเป็นอารมณ์ลึก หรือ ได้รับการกระทบอารมณ์แบบรุนแรง จะทำให้เกิดจุดดำขึ้น

- ทำให้เผลอคิดถึงเรื่องนั้นบ่อยๆและเกิดความเศร้า หรือ เสียใจหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ไม่อยากพูดกับใคร เก็บตัว ๆลๆ
 
- การไม่แก้จุดดำจะทำให้อาการแย่ลงเรื่อยๆ
  
 วิธีการแก้ไขจุดดำ

- ต้องสร้างจุดขาวมาทดแทน โดยการทำสมาธิ

- สมาธิ ผลิตพลังจิต พลังจิตพอมีเยาะเข้าจะเกิดกระแสจิต กระแสจิตจะเปลี่ยนเป็นฌาน

- เมื่อเข้าฌาน เช่น ฌาน 1 หรือ ฌาน 2 จะมีอาการต่างๆ เช่น  เอิบอิ่ม ขนลุกขนพอง (ปิติ) สุข สบาย ๆลๆ

- เมื่อเกิดความสุข ความสบาย ขนลุกขนพอง ณ ขนะนั้น กำลังสร้างจุดขาวมาทำลายจุดดำ

- แต่การจะแก้ไขจุดดำได้ ขึ้นอยู่กับว่าจุดดำมีมากแค่ไหน ยิ่งมีมากก็ต้องยิ่งสร้างจุดขาวมากถึงจะทำให้อารมณ์กลับเข้าสู่ภาวะปรกติ


อทิสมานกาย

- คนทุกคนจะมีร่างกาย อยู่ 2 แบบ

1. กายหยาบที่ทุกคนมองเห็น

2. อทิสมานกาย หรือ กายละเอียดที่มองไม่เห็น

- เวลาเข้าภวังค์ จิตจะเริ่มเข้าไปอยู่กับอาทิสมานกายแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะพลังจิตไม่เพียงพอ

- ผู้ที่ทำฤทธิ์ เช่น เหาะได้ ยกของหนัก เพ่งให้คนหลับ จิตจะต้องมีพลังสูง จะต้องผ่านภวังค์ เข้าฌาน 4 เข้าไปใช้อาทิสมานกายในการทำฤทธิ์

 

 

★★ หลักสูตรครูสมาธิ ★★

A SIMPLE AND POWERFUL MEDITATION TECHNIQUE FOR EVERYONE

เปิดสอนสมาธิแก่บุคคลทั่วไป เรียนฟรีตลอดหลักสูตร

- ก่อตั้งโดยพระเดชพระคุณพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

- จุดประสงค์ เพื่อเพิ่มพลังจิตแก่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ

- ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติ ภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะจบหลักสูตรครูสมาธิและจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตร

- มีการสอนเป็นระบบ มีตำรา มีบทเรียน เป็นลำดับขั้นตอน เข้าใจง่าย มีการเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

- ที่เรียนสะดวกสบาย มีห้องบรรยาย นั่งสมาธิในห้องแอร์ ไม่มียุง ไม่ต้องไปหลีกลี้หนีเข้าป่า เข้าดงเพื่อปฏิบัติสมาธิ มีหลายสาขาทั่วประเทศ ในเขตชุมชน เดินทางสะดวก

- ทำน้อย ได้ผลมาก ใช้ระยะเวลาการนั่งสมาธิไม่นานเกินไป อาศัยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นประจำเป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือ ปฏิบัติแต่พอดี ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่บุคคลทั่วไปจะทำได้ครั้งละ 30 นาที เป็นความพอเหมาะพอดี ได้ประโยชน์เต็มที่

- เหมาะกับชีวิตคนทั่วไป ทุกเพศ ทุกวัย ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ คือ ไปทำงานได้อยู่กับครอบครัวได้ เข้าสังคมได้ และยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น



พระอาจารย์หลวงปู่กล่าวว่า

ประโยชน์ของสมาธิ มีทั้งหมด 12 ข้อคือ

1. ทำให้หลับสบายคลายกังวล

2. กำจัดโรคภัยไข้เจ็บ

3. ทำให้สมอง ปัญญาดี

4. ทำให้รอบคอบก่อนทำงาน

5. ทำให้ระงับความร้ายกาจ

6. บรรเทาความเครียด

7. มีความสุขพิเศษ

8. ทำให้จิตอ่อนโยน

9. กลับใจได้

10. เวลาจะสิ้นลม พบทางดี

11. เจริญวาสนาบารมี

12. เป็นกุศล



หลักสูตรครูสมาธิ เปิดรับสมัครปีละ 2 ครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนสิงหาคม

ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน การเรียนการสอน มี 2 รูปแบบ ได้แก่

1. การเรียนภาคจันทร์ - ศุกร์     ตอนเย็น  เวลา 18.00 - 20.00 น.

2. การเรียนภาคเสาร์ - อาทิตย์  เต็มวัน    เวลา   9.00 - 16.30 น.

สามารถเลือกเวลา และสถานที่ในการเรียน ให้เหมาะสมกับความสะดวกสบาย

มีสาขากว่า 130 แห่งในประเทศ ดูข้อมูลสาขาได้ ที่นี่

เมื่อจบการศึกษา มีการสอบวัดผลทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ ตลอดจนการสอบปฏิบัติ ภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์

ติดต่อสอบถาม สถาบันพลังจิตตานุภาพ สำนักงานใหญ่ วัดธรรมมงคล โทรศัพท์ : 02-311-1387, 02-311-3903
Visitors: 46,136