สวนล้างลำไส้

ดีท๊อกซ์ ดีท็อกซ์ลําไส้ สวนล้างลำไส้ ล้างสารพิษ

ดีท๊อกร่างกาย วิธีดีท๊อกลําไส้

จุดประสงค์ของการสวนล้างลำไส้เพื่อช่วยร่างกายระบายสารพิษ ช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหารเบื้องต้น ช่วยระบายความร้อนส่วนเกินออกจากร่างกาย และ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากสารพิษไม่สามารถเคลื่อนที่ออกจากร่างกาย ได้ เช่น สิว ผดผื่น ปวดตึงกล้ามเนื้อ ปวดหัว อาการดีท็อกซ์ ๆลๆ
(Note ไม่ควรทำมากเกินไป เช่น สำหรับผู้ที่ขับถ่ายดีอยู่แล้ว 2-3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง)

 

ดีท็อกซ์ลำไส้

หัวข้อ

ทำความรู้จักกับลำไส้ใหญ่

การดีท็อกซ์ลําไส้ คืออะไร?

วิธีดีท๊อกลําไส้

สวนล้างลำไส้ใหญ่ไปทำไม? การขับถ่ายทุกวันไม่เพียงพอหรือ?

ประโยชน์ของการ ดีท๊อกซ์ สวนล้างลำไส้ใหญ่

ดีท็อกซ์ลําไส้ ไม่ได้เป็นธรรมชาติ แล้วจะปลอดภัยหรือ?

อ้างอิง

 

ทำความรู้จักกับลำไส้ใหญ่

- ลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบย่อยอาหาร มีความยาวประมาณ 1.5 เมตร

- ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายส่วนใหญ่อยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ถ้าระบบนิเวศในลำไส้ใหญ่ดี (เต็มไปด้วยจุรินทรีย์ชนิดดี ภูมิคุ้มกันจะดี )

แต่ถ้าระบบนิเวศในลำไส้ใหญ่แย่ (เต็มไปด้วยเศษอาหารเก่า สารพิษ จุรินทรีย์ชนิดก่อโรค ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะแย่ )  

ดีท็อกซ์ สวนล้างลำไส้  

- ลำไส้ใหญ่เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ ต้นไม้ดูดซึมน้ำและสารอาหารผ่านทางราก และ สารอาหารเหล่านั้นจะถูกลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของต้นไม้ ส่วนร่างกายดูดซึมน้ำและสารอาหารผ่านทางลำไส้ใหญ่      

-หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ คือ      

1.ย่อยอาหารต่อจากกระเพราะอาหาร      

2.ดูดซึมและส่งต่อสารอาหารไปให้หวัยวะต่างๆผ่านทางผนังลำไส้และเลือด      

3.เป็นเส้นทางระบายของเสียหลักออกจากร่างกาย      

 

การดีท็อกซ์ลําไส้ คืออะไร?

- การสวนล้างลำไส้ หรือ ที่คนชอบเรียกว่า ดีท๊อกซ์ (detox) คือการใช้ น้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพร สวนเข้าไปในลำไส้ใหญ่ เพื่อล้างสารพิษ ที่สะสมในลำไส้ใหญ่ และช่วยให้ลำไส้ใหญ่ระบายสารพิษออกมาได้ดีขึ้น     

- การดีท็อกซ์ลําไส้ สามารถล้างสารพิษ 2 อย่างออกจากร่างกาย      

1. น้ำและเนื้ออุจจาระ(ตะกรัน)ที่หมักหมมอยู่ในลำไส้ใหญ่      

2. ความร้อน หรือ ความเย็นส่วนเกินในร่างกาย [2] 

Note พิษทั้ง 2 ประการนั้นจะเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติของร่างกายทุกวัน ถ้าไม่รีบระบายออกหรือมีการหมักหมมมากเกินไป จะถูกดูดซึมกลับไปทำลายทุกอวัยวะในร่างกาย [2]

 ถุงดีท็อกซ์ลำไส้

 

วิธีดีท๊อกลําไส้

1.นำน้ำอุ่น เทใส่ถุงสวนล้างลำไส้      

2.ปริมาณน้ำที่ใส่ลงไปในถุงขึ้นอยู่กับแต่ละคน โดยปริมาณน้ำที่แนะนำคือ ผู้หญิง 1200 cc ผู้ชาย 1500 cc แต่สามารถใช้น้อยกว่านี้ได้ตามความสบายของแต่ละบุคคล      

3.เอาถุงดีท๊อกซ์ไปแขวนในห้องน้ำ ให้อยู่จากพื้นประมาณ 1 เมตร      

4.นอนตะแครงขวา      

5.ทาปลายสายยางด้วยเจล หล่อลื่น (สามารถใช้น้ำมัน เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา)      

6.เอาปลายสายยางสอดเข้าที่หูรูดทวารหนัก ลึกไม่เกิน 3 นิ้ว      

7.เปิดวาล์วน้ำให้น้ำค่อยๆไหล ถ้ารู้สึกปวดท้องให้ปิดวาล์วแล้วรอซักพัก เมื่อหายปวดก็ปล่อยน้ำเข้าไปจนหมด      

8.นอนหงายอั้นไว้ซัก 5-10 นาที พอถึงเวลาก็ไปถ่ายอุจจาระ หากทนไม่ไหวก็ไปถ่ายอุจจาระก่อนได้ครับ      

Note      

1. ปริมาณน้ำที่ใส่เข้าไปในลำไส้ให้ขึ้นอยู่กับความสบายของร่างกายไม่จำเป็นต้อง 1200 หรือ 1500 cc เสมอไป      

2. เนื่องจากลำไส้ใหญ่สามารถดูดน้ำและสารอาหารที่ใส่เข้าไปในลำไส้ได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องระวังเป็นพิเศษว่าใส่อะไรเข้าไป ปริมาณมากน้อยเพียงไร (ควรจะใช้น้อยกว่าปริมาณที่กินเพราะลำไส้ใหญ่ดูดเข้าไปเร็วมาก) เช่น 

-  ถ้าคนที่ร่างกายเย็นเกิน แล้วใส่น้ำแร่ หรือ สมุนไพรฤทธิ์เย็นเข้าไปอาจจะป่วยหนักได้ แต่ถ้าใส่สมุนไพรฤทธิ์อุ่นเข้าไปอย่างพอดีร่างกายจะปรับสมดุลร้อนเย็นได้ดีขึ้น  - ถ้าคนที่ร่างกายร้อนเกินใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนสวนเข้าร่างกาย เช่น กาแฟ น้ำขมิ้น ร่างกายจะแย่ลงทันที 

- จากประสบการณ์ของผม ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะร้อนหรือเย็นเกินผมใช้น้ำประปาที่ผ่านการกรองเอาคลอรีนออกแล้วนำไปต้มจนเดือดรอจนน้ำอุ่นๆหรือ อุณหภูมิปรกติ แล้วจึงนำไปใช้ พบว่าสบายตัวดีครับ      

3.ถ้าดีท็อกล้างลําไส้แล้วรู้สึกไม่สบายมักเกิดจาก      

- แขวนถุงสูงเกินไป      

- ใช้น้ำเยาะไป      

- กลั้นอุจจาระนานเกิน      

- สิ่งที่ใส่เข้าไปไม่ถูกกับร่างกาย      

- อุณหภูมิของน้ำที่ใส่เย็นหรือร้อนจนเกินไป

4. ความถี่ของการสวนล้างลำไส้

- โดยปรกติมนุษย์ควรจะขับถ่ายทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง

- การสวนล้างลำไส้สามารถทำได้มากสุดวันละ 1 ครั้ง

- สำหรับผู้ที่ท้องอืดมาก ในช่วงแรกผมแนะนำให้ทำวันเว้นวัน หรือ วันละ 1 ครั้ง ซัก 1อาทิตย์ จากนั้นค่อยๆลด เหลือ อาทิตย์ละครั้ง จนสุดท้าย เดือนละครั้ง

- สำหรับผู้ที่ขับถ่ายเป็นปรกติ และไม่เคยสวนล้างลำไส้ ผมแนะนำให้สวนล้างลำไส้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 อาทิตย์ จากนั้น เดือนละ 1 ครั้ง

- การสวนล้างลำไส้เป็นตัวช่วยระบายของเสีย แต่ก็ไม่ควรไปพึ่งมันจนขับถ่ายเองไม่ได้ พยายามให้ขับถ่ายเองให้ได้วันละ 1 ครั้ง

 

 

ทำไมถึงต้อง ดีท็อกซ์ สวนล้างลำไส้ใหญ่ ? การขับถ่ายทุกวันไม่เพียงพอหรือ ?

- เนื่องจากวิธีการกิน และ อาหารที่คนเรากินปัจจุบันส่งผลให้ของเสียสะสมในร่างกายโดยเฉพาะที่ลำไส้ใหญ่      

- คนส่วนมากมีอุจจาระค้างในลำไส้ 3-4.5 กิโลกรัม ค้างหมักหมมอยู่ในลำไส้ถึงแม้ขับถ่ายทุกวัน      

- มีรายงานการชันสูตรศพชาวอังกฤษเป็นร้อยๆ รายพบว่าลำไส้ใหญ่พองใหญ่ เป็นสองเท่าของปกติ เมื่อผ่าเข้าไปดูพบกากอาหารเก่าๆที่ผ่านการย่อยจนละเอียดยิบเกาะติดกันเหนียวหนับเหมือนยางมะตอย เคลือบผนังลำไส้ด้านในจนหนา เหลือเพียงแต่รูตรงกลางขนาดไม่ใหญ่พอเป็นทางให้อุจจาระผ่านออกไปได้เท่านั้น และเมื่อตรวจประวัติคนไข้เหล่านี้พบว่าคนไข้ไม่เคยบอกหมอเลยว่าเป็นโรคท้องผูก คนไข้คิดว่าถ่ายอุจจาระทุกวันก็เพียงพอแต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารให้มีกากใยมากเพื่อให้อุจาระอ่อนตัวขับถ่ายออกได้หมดไม่ติดเป็นตะกรันในผนังลำไส้[1]

ดีท็อกซ์ร่างกาย

- ถ้าผนังลำไส้ถูกเคลือบด้วยอุจจาระ(ตะกรัน) สารอาหารจะถูกดูดซึมน้อยมาก แต่สารพิษจะถูกดูดซึมกลับเข้ามาแทน

สวนล้างลำไส้

 

- ยิ่งไปกว่านั้นตะกรันเหล่านี้เป็นที่อยู่ของพวก จุลินทรีย์ชนิดไม่ดี (พยาธิ ไวรัส ยีส) เจ้าจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีเหล่านี้  เปลี่ยนอาหารที่เราทานเข้าไปเป็นสารพิษ เช่น ก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซไข่เน่า ซึ่งมีผลทำให้ปาก กลิ่นตัว และ อุจจาระเหม็น      

- ถ้าในลำไส้มีจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีอยู่มาก การย่อยอาหารจะไม่สมบูรณ์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังต่างๆโดยเฉพาะ ภูมิแพ้       

- ถ้าระบบขับถ่ายไม่ดี หรือลำไส้ใหญ่เต็มไปด้วยอุจจาระเก่า ของเสียจะระบายออกจากร่างกายได้น้อยมากและจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกาย ทำให้เลือดเต็มไปด้วยสารพิษ ร่างกายจะพยายามดันสารพิษออกตามเส้นทางระบายสารพิษอื่นๆเช่น ผิวหนัง เส้นลมปราณ ปัสสาวะ ๆลๆ ส่งผลให้อวัยวะอื่นทำงานหนักและ มีอาการเจ็บป่วยตามมา เช่น ปัสสาวะเหม็น กลิ่นตัวแรง สิว ผื่น คัน ปวด ตึง ตามร่างกายปวดหัว ๆลๆ      

-  ผู้ที่เริ่มดูแลสุขภาพแต่ไม่สวนล้างลำไส้ ที่ร่างกายจะรักษาตัวเองช้า และ มีโอกาสจะเจออาการดีท๊อกซ์รุนแรง (วิกฤติบำบัด)

 

ประโยชน์ของการสวนล้างลำไส้ใหญ่

-  การสวนล้างลำไส้ จะไปชะล้างตะกรันกากอาหาร(อุจาระเก่าๆ) และ สารพิษที่จับติดอยู่ที่ผนังลำไส้ออกทำให้

- ลำไส้หายบวมแห้ง      

- ร่างกายจะสามารถดูดซึม สารอาหาร วิตามิน และ แร่ธาตุได้ดีขึ้น ส่งผลให้ เลือดข้นน้อยลง อวัยวะต่างๆทำงานดีขึ้น เส้นลมปราณต่างๆไหลเวียนสะดวกขึ้น อาการตึง เจ็บ ปวด ตามกล้ามเนื้อต่างๆ น้อยลง และ สุขภาพโดยรวมค่อยๆดีขึ้น [1]

วิธีดีท็อกลำไส้

 

- เส้นทางระบายของเสียหลักของร่างกายถูกเปิด ทำให้ร่างกายระบายของเสียจากอวัยวะต่างๆได้มากขึ้น      

- มีพลัง สบายตัวมากขึ้น เพราะ ร่างกายได้รับ วิตามิน แร่ธาตุมากขึ้น และ ร่างกายเสียแรงในการขับของเสียน้อยลง      

- แก่ช้าลง      

- ร่างกายรักษาตัวเองเร็วขึ้น      

- อาการไม่สบายที่เกิดจากการล้างสารพิษ (ขับสารพิษ)ของร่างกาย เช่น ผื่น คัน สิว ปวดหัว ๆลๆ ในปริมาณมาก (วิกฤติบำบัด หรือ healing crisis) จะลดลง  

ล้างสารพิษ

 

การสวนล้างลำไส้ไม่ได้เป็นธรรมชาติ แล้วจะปลอดภัยหรือ?

-  มีหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์แต่ไม่ได้เป็นธรรมชาติเช่น การแปลงฟัน การฝึกสมาธิ การสวนล้างลำไส้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้เป็นธรรมชาติแต่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์      

- การสวนล้างลำไส้ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณสำหรับการดูแลสุขภาพ (ครั้งแรกตั้งแต่ 1500 ปี ก่อนคริสตกาล โดนชาวอียิปต์) จนถึงปัจจุบัน      

- นักธรรมชาติบำบัดทั้งในและต่างประเทศ เช่น หมอใจเพชร กล้าจน หมอแดง ๆลๆ ใช้ การสวนล้างลำไส้ในการบรรเทาอาการของคนไข้แล้วได้ผลดี      

- การดีท็อกซ์ลำไส้เริ่มเป็นที่ยอมรับในแพทย์แผนปัจจุบันมากขึ้น โรงพยาบาลบางที่จะมีให้บริการสวนล้างลำไส้ (colonic irrigation)      

- จากที่กล่าวมาข้างต้น และจากประสบการณ์ของตัวผมเอง ผมคิดว่าการสวนล้างลำไส้ด้วยวิธีที่ถูกต้องและทำอย่างพอดีไม่มากเกินไปนั้นปลอดภัย ดังนั้นอย่าได้กลัวเลยครับ

 

อ้างอิง

1. หมอแดง หมอนัท ดิ อโรคยา,ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น 3 ตอน โรคกระเพาะ กรดไหลย้อนหายได้     

2. ใจเพชร กล้าจน ถอดรหัสสุขภาพ เล่ม 3 มาเป็นหมอดูแลตัวเองกันเถาะ

Visitors: 88,215