ชนิดอาหาร และ เวลาที่เหมาะสม

★★ การกินอาหารมื้อหลักวันละ 1-2 มื้อหลัก มื้อเช้า 7-9 โมง กินอิ่มพอดี เคี้ยวละเอียดๆ

ชนิด และ ประโยชน์ของอาหารพอดีกับร่างกาย ณ ขณะนั้น เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หายโรค ★★

สิ่งต่อที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร คือ

1.จำนวนมื้ออาหาร
2.เวลาอาหาร
3.ชนิดและประโยชน์ของอาหาร

จำนวนมื้ออาหาร

    

กินวันละมื้อ



     ในสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้เกี่ยวกับการกินอาหารมื้อเดียวว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายตามพระไตรปิฎกเล่ม 12 ข้อ 265 "กกจูปมสูตร" ดังนี้


     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว เมื่อเราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว ย่อมรู้สึกคุณ คือ

ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และ อยู่สำราญ


หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการกินอาหารวันละ 1 มื้อ

จากหนังสือ “ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี”  โดย นพ.โยะชิโนะริ นะงุโม (Yoshinori Nagumo)

แปลโดยพิมพ์รัก สุขสวัสดิ์   จัดพิมพ์โดยสนพ. วีเลิร์น

ภาพถ่ายเมื่อตอนอายุ 58 ปี


นพ. Yoshonori Nagumo ผู้อำนวยการใหญ่ในโรงพยาบาลสี่แห่งในญี่ปุ่นพบว่า

- ความหิวเป็นกระบวนการที่ทำให้ร่างกายรักษาตัวเอง เมื่อเราหิวแล้วไม่ได้กินอะไร ร่างกายจะผลิต Growth Hormone (ฮอร์โมนช่วยชะลอวัย)และยีน Sirtuin ออกมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆในร่างกาย

-  เมื่อร่างกายอิ่มกลไกนี้จะไม่ทำงาน

-  เสียงท้องร้องเป็นสัญญานที่ร่างกายกำลังซ่อมแซมตัวเอง

-  นพ. Yoshonori เริ่มทานอาหารวันละมื้อเมื่ออายุ 45 ปี เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ หลังจากผ่านไป 10 ปีเขาไปตรวจร่างกายพบว่าอายุหลอดเลือดของเขาเท่ากับคนอายุ 26 ปี

หลักการเพิ่มเติม

- ทุกครั้งที่มีการย่อยอาหาร ร่างกายเกิดปฏิกิริยา เมแทบอลิซึม metabolism เพื่อย่อยและขนส่งสสารเข้าสู่เซลล์ และทุกครั้งที่เกิดกลไกเมแทบอลิซึม จะเกิดอนุมูลอิสระทุกครั้ง ซึ่งเจ้าอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุแห่งความเสื่อม

- การย่อยอาหารร่างกายจะต้องใช้เอนไซม์ในการย่อยอาหารซึ่งมีอยู่จำกัด ถ้าใช้ไม่พอร่างกายจะไปดึงเมตาบอลิกเอนไซม์มาช่วยย่อยซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองเอนไซม์ในร่างกาย การกินอาหารวันละมื้อพอดีอิ่มช่วยประหยัดเอนไซม์ในร่างกาย

- ในแง่ของพลังงานทุกครั้งที่มีการย่อยอาหารร่างกายจะสูญเสียพลังงานไปกับการย่อย ดังนั้นการกินอาหารบ่อยๆเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการย่อยอาหาร

Note

- ในระยะแรกๆอาจจะมีอาการเพลียๆ ไม่มีแรง จึงทำให้บางคนกลัวว่า  พลังงานจะพอไหม จะขาดสารอาหารหรือไม่ ส่งผลให้กินอาหารเกินพอดี (อิ่มมากไป ซึ่งเป็นผลเสียต่อร่างกายทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี )

- สำหรับผู้ที่ทำไม่ได้ ก็สามารถทานวันละ 2 มื้อหลัก หรือ 1 มื้อหลัก อีกมื้อเบาๆ แล้วระหว่างมื้อทานของว่างเบาๆ

 

เวลามื้ออาหารหลัก

- ตามทฤษฎีของแพทย์แผนจีน เวลาที่ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ดีที่สุดคือ 7 -9 โมงเช้า ดังนั้นมื้ออาหารหลักควรจะอยู่ในช่วงเวลานี้และก็ควรจะทานให้ครบทุกหมู่

- ส่วนมื้อที่ 2 ถ้าตามหลักนาฬิกาชีวิต เวลาที่เหมอะสมที่สุดคือ 11:00 - 13 :00 ช่วง 13 :00 - 15:00 ไม่ควรรับประทานอาหาร

- แต่จากประสบการ์ณของผมมื้อเที่ยงเป็นมื้อที่ร่างกายผมไม่รับอาหารหนัก ทานได้นิดหน่อยถ้าทานเยอะจะไม่สบายตัว ผมจึงทานมื้อที่ 2 อีกที ช่วงประมาณ 16:00 น

- แต่อย่างไรก็ตามร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน กรุณาฟังเสียงของร่างกายตัวเอง




ชนิดอาหาร

- เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น DNA ธาตุหลักตามธรรมชาติ โครงสร้างร่างกาย ระบบย่อยอาหาร บรรพบุรุษ  ๆลๆ ไม่เพียงเท่านั้นร่างกายยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปลี่ยนตามฤดูกาล ตามอุณหภูมิ ตามอายุ  ตามอารมณ์ ดังนั้นชนิดของอาหารที่เหมอะสมของแต่ละคนนั้นณเวลาต่างๆจึงแตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น

- บางคนสามารถย่อยโปรตีนจากสัตว์ได้ดีบางคนย่อยได้ไม่ดี

- Susannah Mushatt ชาวอเมริกา เสียชีวิต เมื่ออายุได้ประมาณ 116 ปี 311 วัน เธอทาน เบคอน และ ไข่ เป็นประจำตอนเช้า  และยังทานเบคอนเป็นของว่าง

- คนญี่ปุ่นสมัยก่อนในบางพื้นที่กินมันเทศเยอะ มีอายุที่ค่อนข้างยืน แต่มันเทศอาจจะไม่เหมอะกับคนที่ไตไม่แข็งแรงเพราะมันเทศมีโพแทสเซียมสูง ทานแล้วไตจะต้องทำงานหนัก ถ้าทานมากอาจจะมีอาการปวดตึงตามเส้นลมปราณ กระเพาะปัสสาวะ และ เส้นลมปราณ ไต เช่น ปวดหลัง ปวดขาส่วน hamstring ปวดน่อง ๆลๆ

- อาหารที่ทานแล้วทำให้ธาตุในร่างกายเกิดสมดุลจะเป็นยา ส่วนอาหารที่ทานแล้วทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลนั้นเป็นพิษต่อให้อาหารชนิดนั้นจะมีประโยชน์มากเพียงใด

- ดังนั้นจึงไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับอาหารที่เหมอะกับคนทุกคน ตัวของท่านเองจะต้องหาแล้วศึกษาตัวเอง(หมอที่ดีที่สุดคือตัวคุณเอง) เรียนรู้ว่าทานอาหารชนิดใดแล้วทำให้ร่างกายสบาย อาจะจะให้แพทย์แผนปัจจุบันช่วยวิเคราะห์เลือด หรือแพทย์แผนจีนช่วยตรวจชีพจรช่วยก็ดี แต่อย่าลืมฟังร่างกายของตัวเองด้วยครับ

- วิธีสังเกตุเบื้องต้นว่าอาหารที่กินแล้วเหมอะกับคุณคือ เมื่อทานแล้ว

 จะมีแรงในการดำเนินชีวิต กล้ามเนื้อจะค่อยๆแข็งตึงน้อยลง
ลมไม่เยอะ เลือดลมไหลเวียนสะดวก รู้สึกสบาย ไม่หนักเนื้อหนักตัว

ควบคุมตัวเองได้ดี มือเท้าอุ่น  ผิวหนังมีความชุ่มชื้น และ สุขภาพจิตแจ่มใส ๆลๆ

สุขภาพองค์รวมจะค่อยๆดีขึ้น

Note ในบางช่วงขณะอาจจะมีอาการที่ร่างกายขับของเสียมากกว่าปรกติ  (Detox , Healing crisis , วิกฤติบำบัด) อาจจะรู้สึกไม่สบาย สิวขึ้น เพลีย ปวดหัว ปวดเมื่อย ๆลๆ อาการดังกล่าวจะต้องหายไปเองนานไม่นาน บางครั้งก็ 2-3วัน นานหน่อยก็เป็นอาทิตย์ แต่ถ้าไม่หายแสดงว่าไม่ใช่ Healing crisis 

 

- ถ้ากินอาหารไม่เหมอะกับร่างกาย จะไม่มีแรงในการดำเนินชีวิต กล้ามเนื้อแข็งตึง ท้องอืด หนักเนื้อหนักตัว มือเท้าเย็น

อาหารที่น่าลอง

1. ผักใบเขียว และ ผลไม้ตามฤดูกาล

- ผักไม่จำเป็นต้องทานดิบถึงจะดีเสมอไปนะครับ เพราะในผักบางชนิดจะมีสารพิษอยู่ จึงต้องอาศัยความร้อนจากการทำอาหาร และกินคู่กับอาหารชนิดอื่นเพื่อช่วยกลบพิษ แพทย์แผนไทย- จีน มีความรู้เรื่องตรงนี้มาก สังเกตุได้ว่ายาไทย หรือ ยาจีนที่ดีจริงๆ จะเป็นตำรับยา (ทำมาจากสมุนไพรหลายชนิด ) สามารถทานได้นานเพราะมีพิษน้อย

- สำหรับคนที่ชอบทานผักดิบ ควรสลับผักบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับสารพิษของผักชนิดนั้นมากเกินไป

- ผลไม้ก็เช่นกันในบางครั้งต้องนำไปผ่านความร้อนเพื่อให้ย่อยง่ายขึ้น หรือเพื่อลดฤทธิ์เย็นลง

2. ประเภทน้ำตาล

     เช่น น้ำผึ้ง น้ำตาลสด น้ำตาลโตนด น้ำตาลทรายแดง 

Note
     - ผลไม้หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำตาลสด และ น้ำตาลโตนด ควรกินอย่างพอดีไม่ควรทานมากเกินไปเพราะร่างกายจะได้รับน้ำตาลมากเกินไป

     - น้ำผึ้งห้ามนำไปผ่านความร้อนเพราะจะทำให้ย่อยยาก

     - สารให้ความหวานธรรมชาติที่ไม่มีผลกับน้ำตาลในเลือดคือ หล่อฮั่งก้วย และ หญ้าหวาน สำหรับผู้ที่ติดหวานมากๆสามารถใช้ บรรเทาความอยากได้ แต่ไม่ควรทานมากเกิน

3. ประเภทธัญพืช

     เช่น ข้าวขาว ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวกล้องงอก มันเทศ เผือก มันเทียน มันม่วง  ถั่วเขียว ถั่วแดงเมล็ดเล็ก ถั่วฝักยาว ถั่วเหลืองที่ผ่านการหมักตามธรรมชาติ เช่น มิโสะ ถั่วเน่า นัตโตะ เทมเป้


Note

     - ธัญพืชชนิดเมล็ดถ้าผ่านการแช่น้ำ เพาะงอก หรือ หมักจะทำให้ย่อยง่ายขึ้น เช่น ข้าวกล้องงอกจะย่อยง่ายกว่า ข้าวกล้อง ถั่วเขียวงอกจะย่อยง่ายกว่าถั่วเขียว มิโสะจะย่อยง่ายกว่าถั่วเหลือง

4. โปรตีนจากสัตว์ที่ย่อยง่าย

เช่น ไข่ขาว ปลา น้ำปลาแท้ และ กะปิแท้ ที่หมักจากเกลือทะเล นมหมักคีเฟอร์ (Kefir)

Note

- ปลาทะเลที่วางขายในตลาดอาจจะแช่ น้ำยาฟอร์มาลีน และ Borax เพื่อขยายเวลาไม่ให้เน่าเสีย ดังนั้นควรเลือกซื้อตามห้างที่มีตรา GMP, HACCP

- เนื้อหมู เนื่อไก่ในตลาดมักมาจากฟาร์มเลี้ยงที่ไม่มีการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมน และ สารเร่งแดง ดังนั้นควรเลือกซื้อเนื้ออนามัยที่ระบุฉลากว่าปราศจากการใช้ยาต่างๆ และมีตรา GMP

5. น้ำมัน และ ไขมัน 



     - น้ำมันมะพร้าว เนื้อมะพร้าว กะทิ

     - เนยแท้ที่ผลิตจากวัวที่ทานแต่หญ้า (grass fed beef) วัวเลี้ยงแบบไม่ถูกกักขัง ไม่ใช้ฮอร์โมน ๆลๆ
     ในประเทศไทยจะมีญี่ห้อ (Anchor) แต่ข้อเสียของเนย ตัวนี้คือไม่ได้ผ่านการหมักตามธรรมชาติ (cultured butter) แต่ก็ถือว่าเป็นเนยที่คุณภาพสูง

     - เนยกี (Ghee) หรือ น้ำมันไส * เป็นน้ำมันที่ย่อยง่าย และ ให้ความชุ่มชื้นกับร่างกายดีมากๆ

     - อะโวคาโด้

     - ไข่แดง (ทานดิบได้ดี ถ้าผ่านความร้อนไม่ควรทำให้สุกมาก)

     - น้ำมันพืชสกัดเย็น เช่น น้ำมันงา น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันพริมโรส

     - น้ำมันปลา

     - น้ำมันหมู หรือ ไขมันหมู (ควรจะเลือกซื้อหมูปลอดสาร ที่ไม่ใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยง และ เลี้ยงแบบไม่เครียด )
 
Note

     - ควรเลือกซื้อน้ำมันสกัดเย็น เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำมันงา สกัดเย็น น้ำมันรำข้าวสกัดเย็น

     - ไม่ควรใช้น้ำมันที่สกัดด้วยสารเคมี

     - น้ำมันพืชส่วนมากไม่ควรผ่านความร้อน เช่น การทอด การผัด หรืออุ่นร้อน เพราะจะเปลี่ยนจากไขมันดีเป็นไขมันชนิดเลว เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก ๆลๆ

     - น้ำมันที่ทนความร้อนได้ดีแล้วยังเป็นชนิดดีอยู่ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมู เนย

     - เวลานำน้ำมันไปผ่านความร้อนจะทำให้ฤทธิ์ร้อนของอาหารเพิ่มขึ้นมาก

     - ควรทานน้ำมันหลากหลายชนิด 

     - ร่างกายบางคนไม่ถูกกับน้ำมันมะพร้าว ให้ลองใช้เนยแท้ดูครับ


     6. ซุปกระดูกหมู ไก่ และ ปลา ( bone broth)

     - ในซุปกระดูกที่ทำดีๆ (ใช้เวลาเคี่ยว อย่างน้อย 12 ชม) จะมีสารอาหารหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และ ย่อยง่าย เล่น คอลลาเจน (collagen) เจลาติน gelatin กลูโคซามีนglucosamine โปรตีน ขนาดเล็ก วิตามิน และ แราธาตุอื่นๆ ๆลๆ
     - สารอาหารดังกล่าว โดยเฉพาะ คอลลาเจน  เป็นสารสำคัญที่ช่วย เพิ่มภูมิคุ้มกัน รักษาลำไส้รั่ว ภูมิแพ้ โรคกระดูก ๆลๆ

     7. อื่นๆ

     - เกลือทะเลที่ไม่ผ่านการฝอกสี

     - ชาเขียว

           - อาหารหมักดองที่สะอาดและไม่มีสารปนเปื้อน เช่น

     น้ำหมักเอนไซม์ หรือ น้ำหมักผลไม้ ที่มีแอลกอฮอร์ต่ำ, มิโสะ, ถั่วเน่า นัตโตะ, กิมจิ

อาหารชนิดไม่ดี

ทานในปริมาณน้อย หรือ ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วย


1. สารให้ความหวานเทียม เช่น แอสปาแตม
2. น้ำตาลขัดขาว น้ำอัดลม
3. ขนมหวานจัด ขนมเค๊ก

4. แอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
5. น้ำมันพืชที่ผ่านความร้อน เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน ๆลๆ 
6. มาการีน (magarine) เนยเทียม
7. นมวัว

8. เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู
Note
เนื้อ หมู เนื่อไก่ในตลาดมักมาจากฟาร์มเลี้ยงที่ไม่มีการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมน และ สารเร่งแดง ดังนั้นควรเลือกซื้อเนื้ออนามัยที่ระบุฉลากว่าปราศจากการใช้ยาต่างๆ และมีตรา GMP


9. ถั่วเหลืองที่ไม่ได้ผ่านหารหมักทางธรรมชาติในปริมาณมาก เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้
10. เกลือทะเลที่ไม่ผ่านการฝอกสี หรือเติม ไอโอดีน
11. อาหารกระป๋อง
12. อาหารอุ่นร้อนที่ใส่ในถุงพลาสติก
13. อาหารที่ใส่สารกันบูด หรือ วัตถุกันเสีย

 

ประโยชน์พอดี

     ผมเคยเชื่อว่ากินอาหารยิ่งประโยชน์เยอะยิ่งดี แต่จากประสบการ์ณของผมกลับไม่เป็นเช่นนั้น

     ได้ทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นระยะเวลาหลายปี รวมถึงการดูแลสุขภาพองค์รวมอย่างอื่นด้วย แต่ผลที่ได้คือ ร่างกายแข็งตึง สิวเต็มหน้า นอนหลับไม่สนิท อ่อนเพลีย หัวใจเต้นแรง สุขภาพจิตแย่ ๆลๆ

จึงขอสรุปว่า

    - ความพอดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การกินเพราะความโลภอยากให้ร่างกายได้สารอาหารเยอะๆ วิตามินและ แร่ธาตุเยอะๆ นั้น เป็นสิ่งที่ผิด
    - จุดพอดีของแต่ละคน ณ เวลา ต่างๆ จะไม่เหมือนกัน ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง เช่น บางคนทานข้าว 1 ทัพพีอิ่ม บางคน 2 ทัพพี เป็นต้น

    - ร่างกายบางเวลาต้องการสารอาหารที่เป็นประโยชน์มาก หลังจากได้รับประโยชน์มาก ในบางเวลาต้องการประโยชน์น้อยลง ดังนั้นคุณจะต้องศึกษาตัวเอง และ คอยปรับสมดุลร่างกายเรื่อยๆ

    - จุดพอดีคือ ร่างกายเบา สบาย มีแรง ไม่หนักเนื้อหนักตัว ร่างกายไม่แข็งตึง นอนหลับสนิท

    - แต่ในบางครั้งเมื่อร่างกายได้รับอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว เช่น อาหารชนิดดีที่ย่อยง่าย ทานพอดี เคี้ยวละเอียด ๆลๆ แต่มีอาการไม่สบายตัว เช่น ปวดตึงตามร่างกาย แสบตา ปวดหัว อ่อนเพลีย มีน้ำมูก อารมณ์หดหู่ ๆลๆ อาการเหล่านั้นอาจจะเป็นอาการที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง ( Healing crisis ) หรืออาจจะเป็นอาการที่ร่างกายกำลังขับสารพิษออกจากร่างกายแต่สารพิษไหลออกไม่สดวก

     สิ่งที่ควรทำคือ ไม่ควรทานยาเพื่อแก้อาการนั้นๆ นอนหลับให้เพียงพอ  เดินจงกรม ฝึกชี่กง สวนล้างลำไส้ ถ้าอาการดังกล่าว ค่อยค่อยหายได้เอง(โดยปรกติไม่เกิน 1 อาทิตย์ )แสดงว่าเป็นอาการขับสารพิษ เพราะสารพิษออกจากร่างกายได้แล้ว แต่ถ้าทำตามวิธีข้างต้นแล้วเวลาผ่านเกิน 1-2 อาทิตย์แตา่ยังไม่ดีขึ้น แสดงว่าการทานอาหารไม่สมดุล หรือทานอาหารบางชนิดที่ไม่ถูกกับร่างกาย


    - การทานอาหารวันละ 1 มื้อหลัก ทำให้โอกาสที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารเกินน้อยลง

หลังจากอิ่มแล้วจะต้องไม่หิวเร็ว

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนี้คือ

1. ทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยไป

2. ทานอาหารที่มีเส้นใยมากเกินไป

3. ทานอาหารบางประเภทมากเกินไป เช่น

- บางท่านกลัวที่จะทานไขมันเพราะคิดว่าไขมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ไขมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะไขมันดี และ คอเลสเตอรอลชนิดดีที่ได้รับจาก น้ำมันมะพร้าว กะทิ เนยแท้ ไข่แดง ๆลๆ (เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายประกอบด้วยคอเลสเตอรอล)  จึงทำให้ทานแป้ง หรือ คาร์โบไฮเดรตมากเกินไปทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ (ไขมันให้พลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรต)

Visitors: 78,512