คำอธิษฐาน ที่ทำร้ายตัวเอง

     ด้วยความที่คนส่วนมากติดเรื่องการอธิษฐาน โดยไม่รู้ว่า พลังการอธิษฐานนั้น จะส่งผลเช่นไร บางคนอธิษฐานพร่ำเพรื่อยิ่งกว่ากินขนมเสียอีก

     คนที่อธิษฐานโน่นนี่สารพัด โอกาสที่จะประสบความสําเร็จในคําอธิษฐานนั้นจะน้อย เพราะเทวดาท่านรําคาญ วัน ๆ ไม่รู้จะอธิษฐานกี่เรื่อง เรื่องนี้ช่วยยังไม่ทันเสร็จ จะให้ช่วยเรื่องใหม่อีกแล้ว กิเลสตัณหาพาหัวปั่น พอรําคาญมาก ก็เลยปล่อยไปตามบุญตามกรรมตามคิว คิวไหนก่อน คิวไหนหลัง ก็ว่ากันตามนั้น

     หากเราวางกระดาษโน๊ตไว้ที่โต๊ะ แล้วเขียนคําอธิษฐานไว้หนึ่งเรื่องพอรุ่งขึ้น เขียนอีกเรื่อง รุ่งขึ้นก็เขียนอีกเรื่อง วันแล้ววันเล่า ถม ๆ ๆ ไว้จนกลายเป็นคําอธิษฐานกองโต ร้อยเรื่องร้อยอารมณ์ พลังกระแสและผู้ที่จะช่วยเกื้อหนุนก็ไม่รู้ว่า ตกลงจะให้ช่วยเรื่องไหนก่อน งงไปหมด เมื่อช่วยไม่ไหวก็วางมือไปเลย

     โลกทิพย์นี้ มีระบบการทํางานไม่ต่างอะไรกับโลกมนุษย์ ส่วนที่ต่างกันก็คือ โลกทิพย์เป็นโลกของกระแสพลังงานที่เป็นสภาวะทิพย์ แต่โลกมนุษย์มีสภาวะหยาบให้เห็น เช่น ร่างกายที่เห็นเป็นตัวเราก็เรียกว่า กายหยาบ วัตถุสิ่งของใด ๆ ที่จับต้องได้ก็คือสภาวะหยาบ ผู้ที่ได้ภพภูมิเทวดา ก็เคยเป็นมนุษย์มาแทบทั้งนั้น ดังนั้น วิธีการทํางานของโลกทิพย์และโลกเราจึงใกล้เคียงกัน แต่เพราะมนุษย์ชอบเสกสรรปั้นแต่งภพภูมิทิพย์ จนดูเลอเลิศเหนือจริงมากเกินไป ทําให้มองอะไรโดยขาดหลักของเหตุผล

     พวกเทวดาและโอปาติกะบางจําพวก ถึงเวลาก็ต้องกินข้าว ข้าพเจ้าก็เห็นเขาตักข้าวเข้าปาก ดื่มน้ำจากแก้ว อ่านหนังสือจากหนังสือ เล่นคอมพิวเตอร์ยังมีเลย ไม่รู้เล่นเฟซบุ๊คด้วยหรือเปล่า เหตุที่โลกทิพย์มีทุกอย่างแบบที่เรามีได้ก็เพราะ เขารับพลังงานตามการปรุงแต่งของเจ้าของจิต หากเราติดอ่านนิยายมาก นิยายเป็นเล่ม ๆ จะปรากฏในโลกทิพย์ที่ตั้งอยู่ในโลกธาตุของเรา ทําให้พวกกิเลสมีนิยายเล่มนั้นไว้อ่านพาเพลินได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องได้ทิพยจักษุ แล้วจึงจะเข้าใจ แต่หากเราทําอะไรสักแต่ว่าทํา เช่น กินข้าวสักแต่ว่ากิน ไม่ให้ติดใจในรสอร่อย อาหารจานนั้นจะไปปรากฏในโลกทิพย์ไม่ได้ เพราะขาดแรงดึงดูดกระแสพลังงานให้เข้าไปตั้งอยู่

     ดังนั้น การวางอุเบกขา จึงเป็นหัวใจสําคัญมากในการรักษาระดับจิตและเป็นยอดหัวใจแห่งการหลุดพ้น คือการทําสักแต่ว่าทํา ระวังไม่ให้เกิดเป็นความติดใจ และติดค้างใจ

     การอธิษฐาน คือการตั้งจิตปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่ง การอธิษฐานควรทําในขณะที่จิตแน่วแน่ ผ่องใส และไม่อธิษฐานพร่ำเพรื่อ ข้าพเจ้าจะแบ่งการอธิษฐานเป็นสามหมวด ดังนี้

     หมวดแรก คือคําอธิษฐานประจําวัน เช่น การอธิษฐานด้วยคําเดิมซ้ำทุกวันหลังสวดมนต์ว่า "ขอคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดคุ้มครองบิดา มารดา ครอบครัว ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ ประเทศชาติ บริวาร และอื่น ๆ ให้มีความปลอดภัย มีความสุขสมปรารถนา" การอธิษฐานเช่นนี้ทุกๆ วัน ไม่ถือเป็นการอธิษฐานพร่ำเพรื่อ เพราะไม่ได้เป็นไปเพื่อตัณหา แต่เป็นไปด้วยความห่วงใยและเมตตา คําอธิษฐานเช่นนี้ก็จะไปกองอยู่หมวดหนึ่ง หากเปรียบเป็นกระดาษ เบื้องบนและเทพเทวดาที่คุ้มครองเราอยู่ พอหันไปเห็นกองกระดาษแห่งคําอธิษฐานนี้ พลิก ๆ ดูก็เห็นว่าเหมือนกันหมด ท่านก็จะเข้าใจถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ท่านก็ไม่นึกรําคาญ ยังคิดได้ว่าดีเสียอีก คน ๆ นี้ รู้จักมีใจกตัญญูมีใจเผื่อแผ่ห่วงใยถึงคนอื่น ๆ การอธิษฐานนี้จึงไม่เสียหาย เป็นสิ่งดีที่พึงกระทํา

หมวดที่สอง คําอธิษฐานเฉพาะกิจ

     คืออธิษฐานเมื่อได้ประกอบบุญใหญ่ หรือบุญที่ได้บําเพ็ญ เช่น เมื่อไปถวายสังฆทาน ทําบุญตักบาตร หรือบําเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ก็น้อมจิตอธิษฐานแบ่งบุญนั้น หรืออุทิศให้บุพการีที่ล่วงลับหรือเจ้ากรรมนายเวร และก็อาจมีอธิษฐานให้ตนสมความปรารถนาในบางประการ

หมวดที่สาม คําอธิษฐานพร่ำเพรื่อ

     คือ เมื่อประกอบบุญมาบ้าง หรือบางทีไม่ประกอบบุญเลย แต่อธิษฐานขอนั่นนี่สารพัดสารพันอย่าง เช่น ทําบุญ ๑๐๐ บาท อธิษฐานให้ถูกหวย ๑๐ ล้าน อธิษฐานขอให้ได้เดินเจอคนนั้นคนนี้ อธิษฐานขอให้ได้ไปเที่ยว ขอให้ได้เงินก้อนใหญ่ ขอให้ขายดี ขอให้ได้รถ ขอให้ได้บ้าน ขอให้ได้เมีย ขอให้แฟนรักขอให้ได้ของถูกใจ ขอๆๆๆๆๆๆๆ จนจําไม่ได้ว่าขออะไรไว้บ้าง นี่คือการอธิษฐานพร่ำเพรื่อ ผู้ที่อธิษฐานเช่นนี้ มักไม่สมความปรารถนา ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าอธิษฐานไม่ได้ อธิษฐานได้แต่อย่าพร่ำเพรื่อ

     คําว่าอธิษฐาน คือการตั้งกระแสจิต เมื่อเราตั้งใจปรารถนาไว้ ก็จะมีผู้ได้ยิน ผู้นั้นคือโอปาติกะ คือ เทพ พรหม และสรรพวิญญาณทั้งหลาย ในโอปาติกะนี้ ก็มีทั้งที่เป็นมิตรและไม่เป็นมิตร เทพพรหมที่เป็นมิตรกับเรา ก็คือผู้ที่เราเคยมีความเกื้อกูลต่อกันมา หรือเคยน้อมแบ่งบุญให้กัน หากเราเป็นผู้มีจิตเมตตา รู้จักแผ่เมตตา และแบ่งบุญให้เทพประจําตัวหรือเทพพรหมบางรูปสม่ำเสมอ เราก็ถือเป็นมิตรของท่าน แล้วเมื่อถึงเวลาที่เรามีความปรารถนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อท่านรู้ความ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง สามารถต้านกระแสกรรมได้ ท่านก็จะขวนขวายมาช่วยให้ผู้อธิษฐานได้ประสบความสําเร็จ

     เราต้องไม่ลืมว่า อายุขัยของเทวดา ๑๐๐ วันในโลกมนุษย์ เท่ากับ ๑ วันในโลกเทวดา แล้วเวลาอันยาวนานขนาดนั้น เทวดาดี ๆ ที่ไหน ท่านจะมัวแต่ร้องรําทําเพลงอยู่ได้ ท่านก็ต้องขวนขวายมาบําเพ็ญธรรมเพื่อต่ออายุขัย หรือเพื่อเป็นทุนชีวิตยามที่ต้องลงมาจุติ ท่านก็มาแสวงหาแล้วว่า มนุษย์คนไหนมีศีลมีธรรม เป็นผู้บําเพ็ญ เทวดาดี ๆ ก็จะไปสถิตหรืออยู่ใกล้ ๆ คนผู้นั้น ส่วนเทวดาเกเรชอบมัวเมาในโลกียะ ก็ไปอยู่ใกล้กับมนุษย์ประเภทเดียวกัน ทีนี้ พอคนดีมีความปรารถนาใด สิ่งใดที่พอช่วยได้ ท่านก็จัดแจงจัดสรรให้ ซึ่งเรียกว่า ธรรมะจัดสรร เหตุที่ท่านอยากมาช่วย เพราะท่านเชื่อว่า ถึงเวลาที่เราประกอบบุญ เราก็จะนึกถึงท่านเสมอ นี่คือเหตุผลว่า ทําไมเวลาข้าพเจ้าภาวนา แล้วจึงเห็นเทวดามาภาวนาด้วย ก็เพราะเขามาติดตามและสร้างบารมี

     การอธิษฐานที่ดี ต้องอธิษฐานในขณะจิตผ่องแผ้ว ไม่ใช่จิตขุ่นมัว และหากผู้อธิษฐาน ได้กระทําด้วยจิตแน่วแน่มั่นคง มีจิตที่มีพลังและบริสุทธิ์จากการได้บําเพ็ญภาวนา พลังอธิษฐานก็จะยิ่งแรง เพราะกระแสพลังงานที่ตั้งคําอธิษฐาน มีพลานุภาพพุ่งขึ้นไปสูงมากถึงแดนนิพพาน เมื่อเทพพรหมท่านรับรู้ท่านก็จะมาอนุโมทนาสาธุการ และหาทางคอยเกื้อหนุน ต่างกับคนที่ไม่เคยบําเพ็ญภาวนา จิตจะมืดดํา มีพลังความสั่นสะเทือนต่ำ เพราะจิตถูกครอบไว้ด้วย โทสะ โมหะ เมื่อพลังจิตต่ำจิตก็ไปถึงไหนไม่ได้ เหมือนคนไม่มีแรงจะตะโกนเสียงออกไปให้พ้นห้องนอนยังทําไม่ได้ แต่คนที่มีพลังมีปอดแข็งแรงสามารถตะโกนจากบ้านแต่ได้ยินไปถึงปากซอย คนทุกคนที่เป็นมิตรเมื่อได้ยินว่า คนผู้นี้ขอความช่วยเหลือ ก็จะรุดมาช่วย คนที่ไม่เป็นมิตร หากไม่มีแรง ก็ไม่อยากมายุ่ง อย่างดีก็แค่นึกด่าในใจ แต่คนที่มีแรงมากก็อาจอยากออกมาขวาง แต่พอเห็นคนสนับสนุนมากกว่าคนขวาง เขาก็ถอย ไม่กล้ามาขวาง นี่จึงเป็นเหตุว่า คนที่บําเพ็ญมาดีอธิษฐานอะไร ก็มักจะได้ทุกอย่าง ด้วยหลักการนี้

     ข้าพเจ้า มักมีศิษย์เอาข้าวของมาให้อยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าเคยอยู่ในฐานะศิษย์มาก่อน เข้าใจดีว่า เวลาเรารู้สึกเคารพรักใคร ก็อยากจะมีข้าวของหรือมีอะไรติดไม้ติดมือมาให้ แต่ข้าพเจ้าก็ได้กําชับว่า ของมีค่าใดๆ ห้ามเอามาให้เด็ดขาด ถ้าเป็นของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่อนุญาต เพื่อไม่ให้เสียศรัทธาและได้เป็นเนื้อนาบุญให้แก่ศิษย์ ข้าพเจ้าก็มักจะมีศิษย์นําของกินมาให้เสมอ เวลาเปิดของกินทั้งหลายออกมา ก็จะไม่มีกระแสพลังอะไรออกมาด้วย คงเพราะเขาไม่ได้ตั้งใจอธิษฐานนัก เพราะเห็นว่าเป็นแค่ของกิน

     วันหนึ่งมีศิษย์สาวผู้มีบารมีในการภาวนาผู้หนึ่ง นํากล่องผ้าสีเขียว ๆ มาให้ข้าพเจ้า เมื่อได้สนทนากันเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็เข้าไปในเรือนของตน ค่อย ๆ แกะพลาสติกที่ห่อกล่องออก พอเปิดกล่องออกมาเท่านั้นกระแสแห่งพลังอธิษฐาน พวยพุ่งเข้ามาปะทะตัวข้าพเจ้าอย่างแรง ไม่ต่างอะไรกับที่เวลาเราต้มน้ำในกาแล้วปิดฝาไว้ แต่พอเปิดฝาเท่านั้น ควันก็พวยพุ่งออกมาเต็มที่

     นี่นับเป็นครั้งแรก ที่ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึงอานุภาพแห่งการตั้งจิตอธิษฐานผ่านการให้ด้วยสิ่ง ของ และด้วยความรู้นั้นก็ทําให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจ หลักการแผ่พลังบางประการ ซึ่งไม่ขอเอ่ยในที่นี้ ต่อมาไม่นาน ข้าพเจ้าก็ได้รับของที่มีกระแสพลังอธิษฐานอันแรงกล้าอีก เมื่อได้รับมาแล้ว ก็น้อมจิตอนุโมทนาและตั้งจิตอธิษฐานให้ผู้ที่นํามาให้ได้สมความปรารถนา

ด้วยประสบการณ์นี้ ข้าพเจ้าจึงสอนศิษย์ว่า เวลาอธิษฐานอะไรควรตั้งจิตให้มั่นคง พลังอธิษฐานจะได้แรงและจะส่งผลได้เร็ว

     ในวันสุดท้ายของการปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ข้าพเจ้าจะให้ศิษย์เตรียมตัวในการ อธิษฐานบุญและแบ่งบุญ เหตุที่ต้องเตรียมก็เพราะว่าบุญจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นบุญใหญ่มาก สามารถยกชีวิตผู้ที่มีภพภูมิต่ำให้ขึ้นมาอยู่ที่สูงได้ทีเดียว และด้วยพลังบุญอันมหาศาลนี้ หากใช้คําว่าอุทิศบุญ ซึ่งแปลว่าการให้ทั้งหมด บุญก็จะตกอยู่กับคนผู้นั้นคนเดียว ในขณะที่ชีวิตคนๆ หนึ่ง เราได้เคยเป็นทั้งหนี้ชีวิต หนี้เวรกรรม และหนี้อะไรต่อมิอะไรมากมายทั้งต่อมนุษย์ และสรรพวิญญาณทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาประกอบบุญใหญ่ เราจึงควรจัดสรรปันส่วนบุญให้เหมาะสมให้ได้กันอย่างทั่วถึง ส่วนตัวผู้ประกอบบุญไม่ต้องแบ่ง เพราะเราเป็นคนทํา เราได้บุญอยู่แล้ว

      ใช้คําว่า "อธิษฐานบุญ" แทน คืออยากอธิษฐานอย่างไรก็น้อมใจให้ดี ส่วน การแบ่งจะแบ่งให้ใครก็ไปเตรียมรายชื่อไว้ นอกเหนือจากการแบ่งบุญตามคํานําซึ่งเป็นธรรมเนียมปกติ คือ บิดา มารดา พี่น้อง ครอบครัว ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ เทวดาผู้รักษาข้าพเจ้า มิตร ศัตรู และเหล่าบริวาร หากจะแบ่งให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้น้อมจิตบอกกล่าวมารอรับบุญตามกําหนดเวลาที่จะอธิษฐาน

     ในส่วนของเทวดาผู้รักษาข้าพเจ้านั้น เนื่องจากคนส่วนมาก ชอบขอบารมีจากเทวดา เช่น เทวดาตามศาลเจ้าต่าง ๆ ดังนั้น เวลาอธิษฐานบุญ จึงควรแบ่งคืนไปให้ท่าน จะได้รู้จักการตอบแทนและมีพวกเป็นเทวดา

     ในเรื่องการอธิษฐานบุญ คนส่วนใหญ่ชอบใช้คําว่าอุทิศบุญ คําว่าอุทิศ คือให้ทั้งหมด คํา ๆ นี้เหมาะแก่การให้กับบุญที่ทําได้ง่าย เช่น ทําบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน การให้ทาน ปล่อยชีวิตสัตว์ และไม่ต้องใช้ความพากเพียรอันใด บุญเช่นนี้เรียกว่า อามิสทาน ดังนั้น หากอยากอุทิศบุญนั้น ๆ ให้แก่ผู้ใด ก็ตั้งจิตอุทิศได้ ส่วนผู้ที่ทําก็จะไม่ได้บุญที่ตนอุทิศไปแล้ว แต่ได้เป็นทานบารมีแทน คือได้บุญในส่วนของการเป็นผู้สละให้ ส่วนการแบ่งก็คือมีร้อยจะให้เท่าไรก็แล้วแต่

     เรื่องแบ่งบุญและอุทิศบุญนี้ มีผู้เขียนแนะนําไว้หลายกระแส ใครว่าแบบไหนก็เชิญตามสะดวก ข้าพเจ้าก็ว่าแบบที่ตนได้ประจักษ์แจ้งในอานุภาพที่ได้ถึงแล้ว

     ส่วนการแผ่เมตตา ไม่ใช่การแบ่งหรืออุทิศบุญ การแผ่เมตตาเป็นการส่งความปรารถนาดี ให้แก่ผู้ที่เราน้อมใจไป เช่น เห็นสุนัขนอนตายข้างถนน มีจิตสงสาร ก็น้อมใจว่า "ขอให้เป็นสุข ๆ เถิด หรือขอให้ไปสู่สุคติเถิด" นี่คือแผ่จิตเมตตาไป ไม่ใช่อุทิศบุญ

การอธิษฐานที่ทําให้ตนเดือดร้อน

     ด้วยความไม่กระจ่างแจ้งในธรรม ศิษย์หลายรายที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็พลาดไปด้วยการอธิษฐานของตัวเอง คือ เมื่อก่อนจะเริ่มปฏิบัติภาวนา ศิษย์บางคนก็ไปอธิษฐานเรียกเจ้ากรรมนายเวรทั้งหมดที่มีมาไม่รู้จากภพไหน ให้มารับคืนหนี้สินไป เพื่อตนจะได้ใช้กรรมให้สิ้นไปในชาตินี้

     พอใครอธิษฐานอย่างนี้เข้า ชีวิตดิ่งเหวเลย เพราะเจอกระแสเจ้ากรรมนายเวรรุมเล่นงานชีวิตจนตกต่ำ ทําอะไรมีแต่อุปสรรคและความยากลําบาก รับมือซ้าย จ่ายมือขวา ในส่วนการภาวนา ก็ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส เพราะเจ้ากรรมนายเวรไม่รู้แต่หนไหน มาเรียงคิวรุมทําร้ายเลย ก็เชิญมาไม่ใช่หรือ ก็เลยมารุมกินโต๊ะเสีย ศิษย์ผู้หนึ่ง ได้เห็นด้วยทิพยจักษุเลยว่า มีจิตวิญญาณมากมายมารุมสหบาทาที่ตัวเองและชีวิตของตนนับจากอธิษฐานเช่นนั้น มิดธรณีไปเลย

     นี่คือความไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ต้องให้ไปอธิษฐานแก้ใหม่ว่าพลาดไปแล้ว ขอทยอยใช้หนี้แทน ในคน ๆ หนึ่ง เรามีเจ้ากรรมนายเวรไม่รู้กี่แสนดวงจิต เฉพาะสัตว์ที่กินเข้าไปเป็นอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย ก็ไม่รู้เท่าไรแล้ว แต่กรรมบางอย่าง ขออโหสิกรรมกันได้ และกรรมไหนที่หนัก ก็รีบผ่อนใช้ไปก่อนกรรมอื่น ๆ ค่อยทยอยตามมา ไม่ใช่ไปเรียกเขามารุมกินโต๊ะอย่างนี้ ชีวิตก็จะเดินต่อไม่ได้

ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าจึงกําชับหนักหนาว่าห้ามอธิษฐานในแบบที่ทําให้ตนเดือดร้อนอีก

ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ข้อมูลจาก Facebook page ข้ามห้วงมหรรณพกับเตโชวิปัสสนา

 

Visitors: 116,665