สติแบบทาสในเรือนเบี้ย

สติแบบทาสในเรือนเบี้ย

ที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ทุกวันโดยคิดว่าเราต่างเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ   แต่หากมองเบื้องลึก
ในระดับโลกุตระ  สติของผู้ที่ไม่ได้ชำระจิตให้บริสุทธิ์   ล้วนเป็นสติแบบทาสในเรือนเบี้ย

สติ แปลว่า ความระลึกรู้  
สัมปชัญญะ แปลว่าการรู้ตัว

คน ทั่วไป  มีสติหรือความระลึกรู้อยู่ครึ่งเดียวว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ แต่อีกครึ่งนึงนั้นถูกกิเลสชักจูงในสิ่งที่กิเลสต้องการให้ทำ  ราวกับมีเชือกคอยจูงสั่ง การหันซ้ายหันขวา   ซึ่งการเปรียบด้วยคำว่า “ทาส” ไม่ได้เกินจริงเลย  เพราะขึ้นชื่อว่าการถูกบงการทั้งชีวิต  จะมีอะไรเปรียบได้ดีกว่าคำนี้

มนุษย์มีสติแค่ครึ่งเดียว  ซึ่งอาจารย์เรียกว่า  “สติในโหมดออโตเมติก”  คือมีความรู้ตัวว่า
ทำ อะไรอยู่  แต่ไม่ได้มีจิตจดจ่ออยู่กับขณะที่อยู่เบื้องหน้า  ปล่อยให้จิตล่องลอยไปสู่มิติในอดีตกับอนาคตโดยทิ้งโมเม้นต์ของปัจจุบันให้ ผ่านเลยไป  ไม่มีความรู้ชัดในสิ่งที่ตนทำสักอย่าง  ได้แต่คิดล่องลอยจากเรื่องนั้นไปสู่เรื่องนี้  เดินก็ไม่เคยจดจ่อกับการเดิน  เดินไปใจลอยคิดเรื่องงาน หรือเรื่องต่างๆ นานา  การกินอยู่อื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง  ไม่ได้มีความรู้ชัดกับขณะ  แค่รู้ว่าตักอาหารเข้าปากแล้วก็สาละวนกับการทำสิ่งอื่นๆ และคิดเรื่องอื่น  บางคนกินไปดูหนังไป  เคี้ยวไปก็เอามือกดไอโฟน  เดี๋ยวเลื่อนเดี๋ยวคลิก…..ชีวิตใน 1 นาทีช่างสามารถทำได้ร้อยแปดที่ล้วนเป็นการส่งจิตออกนอก  หาได้อยู่กับขณะไม่    

และเพราะจิตที่ไม่มีสติจดจ่อนี่เองทำให้ประตูใจเปิดกว้าง ให้กิเลสใหม่ไหลเข้าไหลออก  กิเลสเก่าที่นอนเนื่องอยู่เดิมก็วางก้ามบงการหนักยิ่งขึ้น    จนสั่งให้เจ้าของจิตมีแต่ความดิ้นรนและทะยานอยากอย่างไม่รู้จบสิ้น  


ใน มิติทางพลังงานที่มองเห็นวิธีกุมบังเหียนมนุษย์ของกิเลส  อาจารย์เห็นการครอบของกิเลสในแบบของการครอบทั้งตัว   แม้กระทั่งที่ดวงตาก็ครอบงำสายตาและบังคับบีบคอให้หันไปดูทางซ้ายหรือขวาตาม ทิศที่มันถูกใจ    เมื่อเรามองเห็นอะไรมันก็มองด้วย  และหากไม่มีสติรู้เท่าทัน    กิเลสก็จะปั่นจิตให้ปรุงแต่งกับสิ่งที่กระทบตากระทบใจ   ก่อเกิดเป็นอารมณ์ชอบใจ ไม่ชอบใจ  หากชอบก็จะมีจิตดิ้นรนอยากครอบครอง  หากไม่ชอบก็เกิดเป็นปฏิฆะคือความไม่พอใจ และอาจเลยเถิดไปสู่การด่าว่าปรามาส  ยิ่งหันไปมองหนังสือหรือรู้วิธีการปราบกิเลส   กิเลสก็จะยิ่งรีบปั่นเจ้าของจิตหนีให้ไกลห่างสุดชีวิตทีเดียว   ไม่ว่าจะทำอะไรกิเลสจะอยู่ตามติดยิ่งกว่าเงา  เพราะเงายังมีระยะห่าง แต่กิเลสครอบงำจิตราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน  คนที่ไม่มีฐานศีลธรรมที่หนักแน่นมั่นคง  และทำอะไรโดยไม่มีสติ  จะตกเป็นทาสกิเลสอย่างถอนตัวไม่ขึ้น  
..
จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตตกเป็นทาสระดับไหน 

ให้ดูระดับความเป็นทาส  3 ระดับ

ระดับแรก  - หนัก  
เป็น กลุ่มที่ติดจมอยู่กับวงจรกิน เกียรติ กาม ชนิดโงหัวไม่ขึ้นไม่สนใจทางแห่งความดี   ละเลยศีลธรรม    มีชีวิตอยู่ด้วยความลุ่มหลงเมาโลก  เมาบันเทิง  เมาเรื่องหาเงิน เมาการแสวงหาเกียรติและอำนาจ  หากมีใครพูดเรื่องธรรมะ จะมีจิตขวาง และอาจด่าว่าคนผู้นั้นว่า“ดัดจริต”  เขามีชีวิตอยู่ด้วยความประมาทขนาดหนัก คิดว่า  ชีวิตนี้จะอยู่แค่ชาติเดียว  ไม่มีชาติหน้า  จึงทุ่มใช้ชีวิตอย่างสุดโต่ง  นี่คืออาการถูกครอบขนาดหนัก
..
ระดับที่สอง - ปานกลาง    
แม้จะยังมีชีวิตอยู่ในวิถีโลกียสุขในทุกกระเบียดนิ้ว  ก็พอมีความคิด  ถึงการอยากไปวัด เพื่อทำบุญสุนทานบ้าง
แต่ก็มักไปเพื่อไปต่อประโยชน์ให้ตนทางโลก  ไม่ได้ไปเพื่อความเจริญในธรรม
เพียง ใช้ธรรมะมาเติมความสุขทางโลก  ไม่ใช่เพื่อการละและการดับทุกข์  ในการถูกครอบระดับกลาง  กิเลสก็มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวก็จะปล่อยให้ผู้ที่ตนครอบได้ทำบุญตักบาตร บ้าง   เพราะรู้ว่า  ทำไปก็เท่านั้น  ไม่ได้มีพลังในการฆ่ากิเลส แต่กลับไปเพิ่มพูนกิเลสตัณหากลายเป็นพวกโลภในบุญกลับมาเสียด้วยซ้ำ  เป็นแนวพุทธในสำมะโนครัว  พุทธนอนโลง สะเดาะเคราะห์ ขอเบอร์หวย    กิเลสจึงไม่คิดแสดงฤทธิ์เดชห้ามปรามอันใด   ไปทำบุญเลี้ยงพระบ่อย ๆ ดีซะอีก  ได้ไปกินงานเลี้ยงแถมกิเลสยังได้ไปพบปะกับโอปปาติกะต่างถิ่น  มีเวลาปาร์ตี้กับวิญญาณนอกรั้ว

กล่าวถึงตอนนี้นึกถึงเวลาที่อาจารย์ เทศน์คอร์สสอนวิปัสสนาที่ธรรมสถาน  ก็จะมีโอปปาติกะนุ่งขาวห่มขาวเรียบร้อยนั่งฟังอยู่ที่ริมระเบียง  เพราะเข้ามาที่ชั้นในไม่ได้  ส่วนโอปปาติกะที่ไม่สนใจธรรมะ  ก็คอยแต่จะไปหาที่รวมกลุ่มตามคอนเสิร์ตตามหมู่บ้าน   ไม่คิดย่างกรายมาสักนิด  สังคมโลกกับสังคมวิญญาณก็เหมือนกัน   แบ่งแยกไปตามกระแสเหมือนกันหมด
..
ระดับที่สาม - บางเบา  

คือ เป็นผู้มีวาสนาเดิมมาดี   ได้เติบโตแวดล้อมอยู่ด้วยครอบครัวหรือสังคมธรรมที่ดี   แต่ก็ยังไม่ถึงกับคิดออกแสวงหาทางหลุดพ้น   พอใช้ชีวิตตามการปรุงแต่งก็มีหลงเพลินไปมาก  มากขนาดสุดกู่เลยก็มี  ช่วงที่หลงเพลินนี่กิเลสก็เพลินด้วยและคิดไม่ถึงว่า  วันหนึ่งคนที่ตนมาครอบฝังแฝงจะกลับลำได้   ก็เลยครอบงำจนเพลิน   จู่ ๆ  คนนั้นเกิดมีกัลยาณมิตรดีทั้งที่เป็นมนุษย์และเทวดา   เกิดสนใจปฏิบัติธรรมจริงจังทั้ง ๆ ที่ไม่มีแววว่าน่าจะไปได้    ในการตัดสินใจออกปฏิบัติอย่างจริงจังนี่แหละ  คือการล้มคว่ำของกิเลสที่่ครอบอยู่   คือขวางไม่สำเร็จแต่ก็ยังไม่หยุดขวาง 

เพราะเมื่อถึงเวลามาปฏิบัติ จริง  ก็มาขวางต่อจนเกิดเป็นนิวรณ์ห้า   อันมีความติดใจในกามคุณ  จิตปรามาสพยาบาท  ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน  ความคิดฟุ้งซ่าน นิวรณ์ห้านี่คือการหักด่าน  ระหว่างผู้มีวาสนากับกิเลสว่าใครจะอยู่ใครจะไป  หากกิเลสแพ้  โลกภายในใจก็พลิก   ฟื้นคืนมาเป็นผู้มีปัญญารู้แจ้งความจริง ในโลกตามลำดับธรรมที่ตนได้  หากไม่มีวินัยในการภาวนา  ไม่ดำรงสติสัมปชัญญะ ก็จะถูกกิเลสครอบกลับมาอีกเพื่อพวกตนจะได้ไม่ต้องถูกประหารออกไป
..
กว่า จะพ้นจากการเป็นทาสในวัฏสงสารได้  บุคคลจึงต้องมีศรัทธาอันหนักแน่น  ไม่เป็นคนโลเลและต้องดำรงตนให้มีสติในทุกอิริยาบถ  อย่ามีเพียงสติออโตเมติก  ที่ครึ่งนึงไว้ยังชีพอีกครึ่งนึงไว้ถูกลากจูง  สติคือมือของจิต  หากดำรงสติอย่างต่อเนื่อง กิเลสจะเล็ดลอดเข้ามาครอบไม่ได้   และในการภาวนาเตโชวิปัสสนา  เรายกกำลังสติขึ้นพุ่งชนเป้าหมายคือกองสังขาร  ไม่ใช่แค่ฝึกแต่สติเพียงแค่ตัดกิเลส  แต่ฝึกไว้ประหารกิเลส

การหลุดพ้นเป็นเรื่องของจิตไม่ใช่เรื่องของกาย  กายเป็นเพียงสถานีไว้ใช้ทำกิจให้เสร็จ
บุคคล จะหลุดพ้นโดยขาดสติไม่ได้  ผู้ที่ตายอย่างขาดสติ   หากวิบากกรรมไม่แรงเกินไปเขาก็จะไปเกิดเป็นคนเสียสติ  เสียเวลาไปอีกชาตินึง บุคคลผู้ดำรงสติมั่น  รู้เท่าทันกิเลสเสมอ  ย่อมเป็นผู้รอดพ้นจากการตกไปสู่ที่ต่ำ ทั้งในภพนี้และภพหน้า

อาจารย์อัจฉราวดี  วงศ์สกล
30 สิงหาคม 2559

 


สนใจข้อมูลเตโชวิปัสสนากรรมฐานและการอบรมธรรมะได้ที่ www.techovipassana.org ขอคำสอนที่โพสต์ทุกวันพุธเป็นไฟล์.doc ได้ที่คุณมงคลอีเมล์ joe.techo@hotmail.com  ติดตามกลุ่มได้ที่ FB group: ข้ามห้วงมหรรณพกับเตโชวิปัสสนา, สำหรับผู้เป็นศิษย์วิปัสสนา สอบถามปัญหาธรรมได้ที่ jconsault@gmail.com…………………………………………………………………………….………… ถ้อยแถลง -  เตโชวิปัสสนากรรมฐาน มาจากคำว่า เตโช+วิปัสสนากรรมฐาน  ไม่ใช่เตโชกสิณ   แต่เป็นเทคนิควิปัสสนาด้วยการตั้งสติเพ่งดูกายทำให้เกิดจุดธาตุไฟจากในกายมา เผากิเลส เป็นหลักภาวนาตามหลักสติปัฏฐานสี่ ที่ตีตรงมาที่อาตาปี สัมปชาโณ สติมา พึงมีความเพียรเผากิเลส อันเป็นวิธีปฏิบัติวิปัสสนาทางลัดตัดตรงสู่นิพพานที่ไม่เคยมีใครได้รู้ เทคนิควิธีนี้มาก่อน พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ได้สื่อจิตมาสอนท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกลในปี 2550 จนได้เข้าถึงธรรมอันกระจ่างอย่างรวดเร็ว และได้สอนศิษย์ในต้นปี 2554  มีผู้เป็นศิษย์หลายพันคน และมีผู้เข้าเห็นธรรมและเข้าถึงธรรมเป็นจำนวนมาก ด้วยการภาวนาอย่างมีวินัย  ภาวนาเป็นหน้าที่

Visitors: 116,666