ภัยที่มากับอภิญญาตาที่สาม และทิพย์จักษุ

ภัยที่มากับอภิญญาตาที่สาม และทิพย์จักษุ

คำสอนประจำสัปดาห์ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
...........

คำสอนวันนี้ มหากาพย์มาก อาจารย์เคยคิดจะเขียนถึงตาที่สามนานแล้ว แต่ก็ไม่มีความรู้สึกอยากเขียนเท่าไหร่ ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ แต่เพื่อให้ความรู้เป็นธรรมทานเห็นคนแสวงอยากมีสิ่งนี้กัน ขอให้อ่านดีๆ อย่าอ่านแบบเร่งทำเวลาเพราะจะทำให้พลาดความรู้ที่ลึกล้ำนี้ อ่านแล้ว พิจารณาย้อนดูจิตตนให้มาก จะทำให้ธรรมของตนเจริญยิ่งขึ้น
....

อภิญญาตาที่สาม
ลักษณะและอาการ
.
คือการมองเห็นมิติทางจิตด้วยดวงตาที่ถูกฝังอยู่ที่กลางหน้าผาก
ผู้ที่มีตาที่สามจะรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของคลื่นพลังงานที่อยู่บริเวณกลางหน้าผากของตนอย่างชัดเจน ความที่การรู้เห็นในมิติพลังงานหรือโลกวิญญาณ เป็นความสามารถเหนือวิสัยธรรมดา เราจึงเรียกว่า อภิญญาตาที่สาม ซึ่งที่จริง ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดอภิญญาแบบที่พระบรมศาสดาทรงจำแนก แต่ด้วยมีความใกล้เคียงกับทิพย์จักษุ จึงมักเรียกตาที่สาม ว่า อภิญญา
..
การเกิดขึ้นของตาที่สาม

ตาที่สาม คือตาของมาร การเกิดขึ้นของตาที่สามไม่ได้เกิดจากการภาวนาจนจิตนิ่งเป็นกำลังสมาธิจนเกิดสภาวะทิพย์จักษุ แต่เกิดจากการที่มาร มาฝังดวงตานี้ไว้ที่กลางหน้าผากของผู้ที่เคยเป็นบริวาร หรือผู้ตกเป็นเป้าหมาย ที่มารต้องการให้มาเป็นสะพานเชื่อมเพื่อผลประโยชน์ของตน การไปฝังนี้ก็มักเข้าไปสู่ผู้ที่มีจิตอ่อน ขวัญอ่อน หรือผู้แสวงหาคุณวิเศษในตน เรียกง่ายๆ ว่า อยากเป็นผู้วิเศษ เมื่อจิตมีความปรารถนาเช่นนี้เข้าและเคยมีกรรมพัวพัน
กับความงมงาย ก็เปิดช่องให้มารแทรกเข้ามาสู่จิต แล้วจึงฝังพลังตาที่สามไว้

ลักษณะในระดับสภาวะสัจจะคือเป็นดวงตาทิพย์จริงๆ ฝังแฝงอยู่ในจิตสังขารในจุดที่อยู่กึ่งกลางหน้าผาก สำหรับนักภาวนาเวลาปฏิบัติก็จะรู้สึกมีคลื่นพลังงานออกมาจากกลางหน้าผาก บางคนนึกว่าเป็นสิ่งดี แต่ที่จริงคือภัยต่อภพชาติยิ่งนัก ผู้มีตาที่สาม จะเกิดสภาวะรู้เห็นอดีต อนาคตในระดับใกล้ สามารถทักทายอดีตชาติของผู้อื่น เพื่อสร้างฐานศรัทธาให้ผู้ที่เข้ามาในข่าย เกิดความเลื่อมใสในอำนาจลึกลับ ทั้งหมดก็เพราะมีเป้าหมาย ในวิถีของผู้ “มีศรัทธาเป็นอาหาร” บุคคลที่พอรู้ตัวว่ามีตาที่สาม ก็จะรู้สึกว่าอยากจะช่วยคน ซึ่งดูท่าเหมือนจะดี แต่การช่วยนี้เป็นเพียงสะพานเชื่อมให้มารได้เพิ่มอำนาจพลังศรัทธามาสู่ตน เพราะเมื่อทำนายทายทักแม่นบ่อยๆ ทำให้คนที่เข้าหาได้ลาภ เช่น ใบ้หวยให้ บอกวิธีการทำให้รวยทางลัด แก้กรรมแบบเห็นผลทันตา โดยไม่ต้องใช้ความเพียรในการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานที่เป็นการแก้ทั้งระบบ เมื่อคนหลั่งไหลมาให้ลาภสักการะ จิตของผู้ที่เข้ามาสู่ข่ายศรัทธา ก็จะไหลเข้าสู่คลื่นพลังงานของเหล่ามาร หรือกล่าวได้ว่าเข้าไปสวามิภักดิ์ฝากตัวเป็นบริวาร ไม่ว่าผู้ไปหลงศรัทธาจะรู้ตัวหรือไม่ แต่การเข้าไปสู่วิถีของเขา ก็คือการเข้าไปเป็นพวกไปรับพลังชนิดเดียวกันมาสู่ตน จิตก็จะถูกดึงให้เป็นบริวาร วิถีชีวิตก็จะวกวนอยู่กับวิถีแห่งความมัวเมาทั้งปวง เมาโลภ เมาหลง เมาเงิน หิวอำนาจ ในทุกคลื่นแห่งความเมา กระแสพลังงานที่มืดดำเหล่านี้ จะแผ่ขยายสนามพลังงานออกไป ทำให้มารมีอำนาจฤทธีมากยิ่งขึ้น
..
วิถีทางเดิน

คนที่ไม่มีปัญญาพิจารณาธรรม มักพาตนเข้าไปสู่กับดักอภิญญาอันตราย โดยไม่รู้ว่า ตนถูกครอบให้ออกห่างจากธรรมแท้ที่พาให้พ้นทุกข์ เพราะคนโดยมาก ต้องการความสำเร็จง่ายๆ ไม่ต้องลงแรง แค่ออกเงินบ้างและนั่งกราบไหว้ สรรเสริญเยินยอให้มากเข้าไว้ ก็คิดว่าตนจะได้ในสิ่งที่หวัง ในช่วงแรกที่ผู้มีตาที่สามทักทายอะไร หรือชี้ทางอะไรให้ก็มักจะแม่น เพราะเมื่อจิตของมารเพิ่งเข้าไปเชื่อมจิตของคนๆ นั้น ทางยังโล่งอยู่ จึงจูงจิตและล้วงข้อมูลได้ง่าย ต่อมา เมื่อบุคคลนั้นเริ่มหลง อีกทั้งผู้มีตาที่สาม ก็หลงเหมือนกัน คือหลงอำนาจหลงชื่อเสียงและมีตัณหาครอบงำจิตใจ เพราะเมื่อมีแต่คนมาสรรเสริญและให้ลาภ จิตของตนก็ยิ่งมืดบอดและทวีตัณหามากขึ้น แม้จะอ้างว่าทำเพราะช่วยอย่างไร ก็หนีความจริงไปไม่พ้นว่า ตนนั้นยินดีในลาภสักการะ ซึ่งเป็นวิถีโลกียะล้วนๆ หลงมากเข้าก็ทำให้การมองเห็นในมิติทิพย์มัวหนักขึ้น เพราะกระแสความมืดทวีถาโถมเข้ามาเกาะกุมจิต เมื่อมืดมากก็ย่อมมองไม่เห็นแล้ว ทำให้่ไม่แม่นยำเหมือนเดิม แนะนำอะไรก็จะไม่เกิดผล เป็นการทักทายด้วยจิตจินตนาการแทน พอไม่ส่งผลดี คนก็จะเริ่มเสื่อมศรัทธา ไปแสวงหาผู้มีโลกียะอภิญญาคนใหม่ต่อไป..... เป็นวงจรอยู่เช่นนี้ ไม่จบสิ้น
ในการคิดว่าทำเพราะช่วย และยังชี้ทางให้คนที่มาหา ไปทำบุญสุนทาน แต่การทำกุศลทานด้วยจิตที่มีตัณหาโลภในบุญและอยากหนีทุกข์ ไม่ได้ทำเพราะจิตเกิดปัญญาว่า เราพึงเป็นผู้แบ่งปัน เกื้อกูลผู้อื่น ไม่ได้ทำด้วยศรัทธา กุศลทานที่ทำเพราะโลภ ก็ย่อมไม่เกิดอานิสงค์ที่แท้จริง ทำไปทำมาจะกลายเป็นพิธีกรรมอันหนึ่ง เช่นการเวียนเทียนกระป๋องสังฆทานนั่นแหละ
..
ผลของผู้ที่เข้าไปสู่วงจรนี้

แม้ผู้เคยศรัทธาจะถอนตัวจากวงจรผู้ที่มีอภิญญาตาที่สาม แล้ว แต่ด้วยจิตได้รับรหัสความมัวเมาไว้ในกระแสสังขารแล้ว ก็จะทำให้เขาต้องวนมาเจอวิถีเหล่านี้อีก หากมัวเมาหนักเข้าก็จะส่งผลทำให้เป็นผู้ขาดปัญญาธรรมหรือไม่มีจักษุปัญญา หากเมาหนักขึ้นชนิดนั่งกราบไหว้ต้นไม้ขอหวย นอนโลงศพ ก็มีโอกาสลงสู่อบายภูมิ ไปเกิดเป็นควายได้ เพราะเมื่อได้ความเป็นมนุษย์ แทนที่จะเดินตามทางคำชี้ทางของพระบรมศาสดา ก็มุ่งหน้าไปสู่ความสิ้นปัญญาสถานเดียว กระแสความเขลา ก็จะทำให้จิตถูกจูนเข้าไปสู่คลื่นพลังงานชนิดเดียวกัน เกิดเป็นการจำแนกกรรมและสังขารทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์ได้ หากความมัวเมาไม่ถึงขั้นเลวร้ายนัก ในกาลข้างหน้าไม่ว่าจะในภพนี้หรือภพในอนาคต ชีวิตก็จะไปตกอยู่ในแวดวงของสิ่งเหล่านี้ ทำให้จิตตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เราจึงเห็นว่า มีคนมากมาย เวียนเข้าเวียนออกสำนักนั้นสู่สำนักนี้ ไม่หมอดูก็ทรงเจ้า ได้แต่ถูกดึงดูดเข้าวัดหรือสำนักที่เอาธรรมมาบิดเบือนด้วยการนำความโลภมาล่อ นี่เป็นผลจากการที่จิตสังขารขาดปัญญาและเคยวนเวียนอยู่ในวิถีเหล่านี้มาก่อน ยิ่งวนก็ยิ่งมากตัณหาและห่างไกลจากการหลุดพ้น และจิตก็จะดำดิ่งลึงลงไปในเขาวงกตแห่งวัฏสงสารไปเรื่อย หากไม่มีกัลยาณมิตที่ดีคอยชุดดึง ก็ไม่มีทางออกจากวิถีโลกียะไปได้

หมอดูญาณทิพย์ ไม่น้อยที่ถูกฝังแฝงอภิญญาตาที่สามไว้ เพื่อการลวงให้คนอ่อนแอไม่ออกมาต้านโลกียวิถี และทำให้มารมีฐานอำนาจมากยิ่งขึ้น จะเห็นว่า หมอดูเหล่านี้จะมีเวลาฟูเป็นพักๆ จากนั้นก็ฟุบ เพราะเมื่อตาที่สามเสื่อม มองไม่เห็นก็คือไม่แม่น แล้วศรัทธาก็โบยบินจากไป เหลือแต่วิถีความเมาที่ตนหยิบยื่นให้ผู้อื่นที่จะกลายเป็นวิถีวิบากที่ต้องชดใช้ต่อไป เช่นเดียวกับผู้ที่มีตาที่สามอื่นๆ หากยินดีด้วยการมี ก็ต้องใช้กรรมของตนและจิตจะตกเป็นบริวารของมาร ทั้งยามมีชีวิตอยู่และเมื่อตายแล้วหากวิบากยังไม่สนองผล กรรมดีจากการอยากช่วยคนแซงขึ้นหน้าไปก่อน จิตก็จะถูกดึงไปเป็นบริวารของฝั่งมาร แต่หากไม่ยินดีแล้วพยายามถอนหรือไม่ไปแสวงหาประโยชน์ ก็จะพอมีความหวังในการหลุดพ้นอยู่บ้าง
.
การถอนตาที่สาม
.
สำหรับผู้ที่ถูกฝังตาที่สามไว้ในมิติทางจิต รู้ตัวแล้วอยากจะถอดถอนออกได้ด้วย 2 กรณี
1. ต้องบำเพ็ญให้ถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน ฝึกวางอุเบกขา ไม่สนใจกับสิ่งที่ตนรู้ ตนเห็นอีกต่อไป เมื่อนั้นตาที่สามจะอ่อนตัวลง จนรากถูกถอนออกไป แต่ก็ใช้เวลานานมาก
2. ผู้ที่มีกำลังจิตสูงกว่าในโลกุตระ เป็นผู้ภาวนาถอนออกให้ในมิติทางจิต

อาจารย์เคยถอนให้ศิษย์มาหลายคนแล้วที่รู้ว่า เขาถูกคุกคามเพื่อหวังผลในการลวงให้ติดจมและเป็นเครื่องมือทำลายสายธรรม อาจารย์ไม่ได้นั่งภาวนาถอนอะไรให้ใครง่ายๆนะ นี่ช่วยเพราะเขาเป็นศิษย์เตโชวิปัสสนา รู้ว่าเขาถูกลวงก็ช่วย
แต่บางคนที่ยังลุ่มหลงอยู่ ก็ยินดีกับตานี้และใช้แสวงหาประโยชน์ เห็นอยู่มากมาย ไม่อยากไปยุ่งและอย่ามาหาอาจารย์
...
"อภิญญาตาทิพย์หรือทิพยจักษุ"
.
เป็นผลเกิดจากการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่ตาที่สาม เป็นอภิญญาที่เกิดจากการภาวนาจนจิตเกิดเป็นกำลังสมาธิขั้นฌานที่ 1 ซึ่งทำให้เข้าไปสู่แนวระนาบเดียวกับมิติในโลกวิญญาณ จึงมองเห็นมิตินั้นได้เป็นช่วงๆเฉพาะเวลากระแสจิตนิ่ง ไม่ใช่เห็นได้ตลอดเวลา ซึ่งแม้ไม่ใช่ตาที่สาม แต่หากหลงคิดว่าตนมีอภิญญา ไปติดใจในสิ่งที่ตนเห็น และพาจิตลุ่มหลงในสิ่งเหล่านี้โดยไม่มีอุเบกขา คือไม่วางจิตให้เป็นกลาง ก็เป็นภัยแก่จิตเช่นกัน เพราะจะทำให้จิตหมกหมุ่นในมิติโลกวิญญาณ จนไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราจึงมักเห็นคนที่ได้แต่พูดถึงเรื่องท่องนรกสวรรค์ ราวกับขึ้นบีทีเอส ไปดูนั่น ดูนี่ แล้วมานั่งคุยโม้ในสิ่งที่ตนเห็น แต่กลับไม่รู้ว่ากิเลสของตนกำลังหัวเราะในความเขลาที่มัวแต่ส่งจิตออกนอก ยิ่งส่งออกมากเท่าไหร่ กิเลสก็สวมแทรกเข้ามาเป็นกองทัพได้มากขึ้นเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าออกไป ย่อมมีสิ่งที่ดึงรับเข้ามา
..
การแทรกเข้ามาของกิเลสมาร ไม่ใช่การแทรกในแบบที่เราเดินเบียดเข้าทางประตู มันเป็นการไหลเข้าเป็นสายของคลื่นพลังงาน ที่มวลกิเลสชนิดเดียวกัน เช่น กิเลสโลภ ก็จะถูกดึงดูดด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไหลเข้ามาสู่บุคคลที่ไปเปิดช่องให้ ทำให้จิตทวีความโลภ โกรธหรือความหลงยิ่งขึ้น กิเลสเหล่านี้มีที่เป็นสัตว์เดรัจฉานมากมาย เมื่อไหลเข้าสู่จิตมากขึ้น ก็จะทำให้บุคคลมีนิสัยเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน เช่นเวลาโกรธก็จะฉก ด่า อาฆาต ไม่ต่างอะไรกับสัตว์มีพิษ นี่แหละคือกิเลส การไหลเข้ามาได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่กำลังของสติ หากพอมีสติบ้าง ก็เหมือนกับประตูที่เปิดแง้มไว้ ก็เข้ามาไม่ได้มาก แต่หากไม่มีสติเลย ปล่อยให้จิตไหลไปกับอารมณ์ปรุงแต่ง ก็เหมือนประตูที่เปิดไว้เต็มที่ สติคือมือของจิตที่คอยกั้นไม่ให้กระแสอกุศลไหลเข้าสู่จิต
..
การทำงานของสติ
.
อาจารย์เห็นการทำงานของสติในสภาวะสัจจะที่น่าอัศจรรย์ จิตที่เกิดกำลังของสติ จะเห็นเป็นมือที่คอยปัดกระแสไม่ดีที่จะวกเข้ามาสู่จิต บางครั้งก็ถือมีด บางครั้งก็ถือกรรไกรคอยตัดกระแสที่ไหลวนนั้น กล่าวได้ว่า สติทำหน้าที่เป็นยามอย่างแข็งขัน ดังนั้นการฝึกสติสัมปชัญญะจึงสำคัญมาก เพราะเขาคือเครื่องมือตัดกำลังของกิเลส สติเตือนได้กระทั่งว่า ต้องดื่มน้ำแล้วนะ จิตขาดน้ำ นี่คือการทำงานของสติ แต่หากจิตอ่อนแอถูกครอบงำด้วยกิเลสมาก สติก็อ่อนแรงมาก แล้วก็จะกลายเป็นสติของกิเลสแทน คือสติหันไปทำงานให้ฝั่งกิเลสที่ครอบจิตอยู่ ไม่เป็นสัมมาสติ กลายเป็นมิจฉาสติ คือมีสติในการทำในสิ่งที่จะนำความมัวหมองมาสู่จิต โจรเวลาปล้นก็ปล้นอย่างมีสติ ดังนั้น การฝึกดำรงสติอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การหลุดพ้นได้ ต้องมี สัมปชัญญะคือ ความรู้ตัวชัดกำกับ ซึ่งความรู้ตัวชัด สัมปชัญญะ คือประมุขใหญ่ของจิต สัมปชัญญะไม่มีมือ แต่เปรียบเป็นสมอง เป็นหัวเรือใหญ่
..

ผู้เข้าถึงอภิญญาตาทิพย์ อาจารย์จึงเตือนแล้วเตือนอีกว่า อย่าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น รู้ สักแต่ว่ารู้ อย่าไปเปิดคลื่นความถี่ให้กิเลสเข้าแทรก เพราะเขาจะมาสร้างภาพหรือมาสื่อสารหลอกให้เชื่อ เมื่อเขารู้ว่า มีผู้สามารถรู้เห็นความเคลื่อนไหวหรือมิติของเขาได้ เขาจะประเมินสถานการณ์ว่า จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร โดย..
.
1 โยนหินถามทาง .. เข้ามาในจิต มาพูด สื่อสาร หรือปลอมหน้าเป็นพระเกจิดังๆ หรือกระทั่งพระพุทธเจ้า แล้วดูว่า ผู้ที่เห็นภาพเหล่านี้ มีปฏิกิริยาอย่างไร หากไปมีปฏิกิริยาโต้ตอบ สื่อสาร แสดงว่า จิตไม่นิ่งและหลงกลได้ง่าย ต่อไปจะเข้ามาหลอกเป็นกระบวนการ จนกลายเป็นคนหลงทาง กิเลสจะปลอมมาหนักขึ้น สื่อสารหนักขึ้นและจะเริ่มชี้ทางให้ออกจากทาง ให้ทำโน่น บูชานี่ ไปโน่นไปนี่ หากจิตไม่แข็งพอหลงไปทำตามสิ่งที่กิเลสหลอก ต่อไปก็อาจหนักถึงเสียสติได้
.
2. หากเห็นว่า ผู้ที่มีทิพยจักษุ มั่นคงในวิปัสสนาญานและอุเบกขาญาณ คือความวางเฉยไม่ใส่ใจ มีจิตไม่หวั่นไหว เขารู้แล้วว่า ความพินาศของกิเลสใกล้มาเยือน เพราะผู้ที่มีความวางเฉยนั่นแหละ คือผู้ที่มีพลังอำนาจจิตสูงที่สุด ที่จะทำลายชั้นพลังงานของกิเลส หรือทำลายการฝังแฝงกิเลสในกองสังขารด้วยอำนาจของความนิ่ง
เป็น Power of Being Still หรือพลังแห่งอุเบกขา
หากรู้เห็นเช่นนี้ กิเลสที่รู้กำลังของตัวเอง จะหนี ส่วนกิเลสที่ยังอวดศักดาก็จะคิดสู้
โดยการสู้นี่คือ การเข้ามาในจิตแล้วทำร้ายผู้ภาวนาให้เกิดมีเวทนาเจ็บปวดตามร่างกายต่างๆ นานา ต่อเมื่อนักภาวนาทนได้ไม่ถอนภาวนาเพราะจิตมีขันติและอุเบกขา ท้ายที่สุดก็จะถูกประหารด้วยจิตของผู้ภาวนาที่มีอุเบกขา โดยเฉพาะพลังอุเบกขาจากการปฏิบัติเตโชวิปัสสนา จะยิ่งก่อให้เกิดเป็นพลังเตโชธาตุที่มีอำนาจคมและแรงเกิดเป็นไฟเผาผลาญกองสังขารเป็นอภิมหาเพลิง เมื่อนั้น ก็จะถึงกาลอวสานของกิเลสแต่ละชั้น จนในที่สุด กิเลสถูกประหารไปจนถึงขั้นถอนรากอาสวะกิเลส ผู้ภาวนาก็ได้ความเป็นอรหันต์
..
ปฏิกิริยาต่างขั้ว นำมาซึ่งผลต่างชั้น เหนือชั้น และในที่สุด จะทำให้เป็นผู้อยู่เหนือโลก เป็นอิสระจากการฝังแฝง ชี้นำ และคลื่นพลังงานใดๆ เพราะจิตที่วางเฉย ตั้งมั่น ไม่หวั่นไวในคำลาภ ในยศ ในสรรเสริญนินทา ในสุขและทุกข์
..
สำหรับผู้มีธรรมสูง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีปฏิปทามั่นคงต่อการหลุดพ้น
มีสติสัมปชัญญะอันฝึกไว้ดีแล้ว ในการใช้อภิญญาตาทิพย์ของท่าน ท่านจะไม่ใช้พร่ำเพรื่อ หากไม่มีเหตุจำเป็นแม้จะรู้ จะเห็นท่านก็ละไว้แค่รู้ว่า เป็นเรื่องของต่างมิติ หากต้องยกมาสอนเพื่อให้เตือนสติเช่นครานี้ ท่านก็สอนเพื่อให้เกิดศรัทธาในการหลุดพ้น ไม่ใช่สอนเพื่อแสวงศรัทธาเหมือนอีกฟากนึง เพราะผู้ที่มีทิพย์จักษุก็ติดหล่มเกิดการอยากได้ศรัทธาเช่นกัน เพราะอัตตาพองโต คิดว่าตนมีในสิ่งที่คนอื่นไม่มี แล้วการใช้อภิญญาตาทิพย์ ก็มักมาในแนวของการอยากช่วยคนอื่น แต่ที่จริงก็เป็นเพราะหลงกลกิเลส
ผู้ที่หลงเพลินในอำนาจตาทิพย์ แต่ไม่ได้ฝึกสติสัมปชัญญะ จิตไม่ได้ขัดเกลาเผากิเลส ร้อยทั้งร้อย ก็ถูกกิเลสแทรกให้มัวเมาไปสู่ความโลภและอัตตาอันเหนียวแน่น แบบที่ตนไม่รู้ตัว หลุดพ้นไม่ได้ทั้งยังไปสร้างเหตุแห่งกรรมให้ตนเพิ่มขึ้น ด้วยการไปเป็นผู้กระพือความโลภให้กับมนุษย์ บางคนเชื่อตาทิพย์ที่เกิดจากการสร้างภาพลวงของกิเลสมาก ก็ทำให้มีจิตปรามาส ซึ่งเป็นกรรมหนักหนาสาหัส ต้องติดจมเบื้องล่างอีกกาลนาน
..
นี่คือภัยจากการหลงอภิญญาทั้งตาที่สามและตาทิพย์ ที่หากหลงไปติดเข้าแล้ว ส่งผลที่อำมหิตมาก โดยเฉพาะข้อปรามาสธรรมของผู้สูงด้วยธรรมและด้วยบุญบารมี
.
..ฝึกจิตให้มีทั้งสติ คือความระลึกรู้ ที่ต้องเป็นสัมมาสติ
มีสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวชัด เป็นประมุขใหญ่ของจิต
และอุเบกขา คือความวางเฉย วางจิตให้ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เข้ามากระทบใจ อันเป็นธรรมสูงสุดที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบจนได้บรรลุพระสัมโพธิญาณ
นี่จึงคือทางรอดและทางเจริญของผู้ภาวนาและผู้มีอภิญญาทั้งหลาย
.
เจริญๆ
อาจารย์

Visitors: 121,181