"กับดักอภิญญา วิชา 3"

"กับดักอภิญญา วิชา 3"
ถ้อยคำจากท่านอาจารย์ค่ะ


ในโลกที่เต็มไปด้วยการถูกลวงด้วยอวิชา ทำให้ผู้ใฝ่ธรรมก็ไปติดอยู่กับการท่องตำรา พระเครื่องหรือการติดบุญ ผู้ที่ฝักใฝ่เรื่องอิทธิปาฏิหารย์ก็ถูกลวงไปติดกับดักอภิญญาลวง ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อการละ แต่ปฏิบัติด้วยความมีตัณหา อยากมีอภิญญา กลายเป็นการเพิ่มปัญหาและตกเป็นเหยื่อกิเลสอย่างไม่จบสิ้น
..
เร็วๆ นี้ มีผู้ศรัทธาที่ยังไม่ได้เป็นศิษย์มาหาอาจารย์ที่ธรรมสถาน ต่างคนต่างมาแต่ปัญหาเหมือนกันคือ มาถามถึงสภาวะจิตที่เปลี่ยนไปนับจากที่ไป "เปิดวิชาสาม"
เป็นการกระโดดข้ามขั้นตอนการอบรมจิตด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ไปสู่การปฎิบัติเพื่อให้จิตเกิดอภิญญา ผลที่เกิดแก่ทั้งคู่คือ มีจิตอื่นมาฝังแฝงจนทำให้ในบางช่วง เขามีลักษณะอาการคล้ายๆ คนทรงเจ้า คือมีอาการสั่น ตัวเกร็ง ตาแข็งและรู้เรื่องของคนอื่นได้ แต่ขณะที่รู้นั้น เห็นชัดว่า ไม่ใช่จิตของตัวเอง แต่เป็นจิตอื่นที่แฝงตัวมาครอบงำ จากคนที่ดูพูดจาได้ปกติ ก็มีอาการที่เปลี่ยนไปทันที ซึ่งเกิดจากการที่จิตของตนถูกบังคับบงการจากจิตอื่นที่มีอำนาจสูงกว่ามาฝังแฝง
..
วิชาสาม คืออภิญญาสามประการ ได้แก่
1.บุปเพนิวาสานุสติญาณ คือญาณในการระลึกชาติได้
2. จุตูปปาตญาณ มีตาทิพย์มองเห็นการจุติของสัตว์
ซึ่งญาณนี้ จะเป็นไปเพื่อให้เข้าถึงทุกขอริยสัจ ที่เกิดแก่ตน มิใช่เพื่อการไปสอดส่องการเกิดดับของผู้อื่น ต่อเมื่อจิตมีกำลังมากขึ้นก็จะรู้เห็นการเกิดขึ้นของสัตว์อื่นได้
เรียกอีกอย่างว่า ทิพยจักษุญาณ
3. อาสวักขยญาณ ญาณในการถอนรากอาสวะกิเลสให้สิ้นไป
การได้วิชาสามที่แท้จริง ต้องเกิดขึ้นด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น มิใช่ด้วยวิธีการไปเปิดรับพลังใดๆ หรือไปฝึกฝนเพื่อจะให้ได้วิชา 3 การมุ่งทำเช่นนั้นเป็นตัณหาล้วนๆ สวนทางกับแก่นธรรมคือการฝึกเพื่อละ ไม่ใช่เพื่อได้อภิญญา ต่อเมื่อฝึกแล้วเกิดได้ขึ้นมา ผู้ได้ก็ต้องละความหลงและความติดใจในอภิญญา เพราะหากได้แล้วติดใจ แสวงหา เอาไปใช้ในทางที่ผิดก็หลงทาง มีโทษมาก
.
เมื่อตั้งโจทย์ผิด ไปฝึกเพื่อให้มีวิชา 3 จึงนำมาสู่ผลที่เล่า
ต่างจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ที่ไม่ฝึกเพื่อให้มีอภิญญา แต่ฝึกเพื่อเผากิเลสเพื่อการวางอุเบกขา คือการไม่ให้จิตติดข้องในอารมณ์ใด จนเกิดการรู้แจ้งเห็นจริง และไม่ยึดมั่นในอารมณ์ใดๆ จนหลุดพ้น
....
พระไตรปิฏก ได้จำแนกประเภทของผู้บรรลุอรหันต์ไว้ตามการได้ 4 ประเภท
1 สุกขวิปัสสโก ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน ไม่มีคุณวิเศษใด ได้แต่ประหารกิเลส
จบสิ้นก็บรรลุธรรม หากกล่าวในสายเตโชวิปัสสนา ก็เป็นแบบที่ภาวนาแล้วได้แต่ร้อน ไม่รู้ไม่เห็นอะไรในมิติทางจิต รู้แต่ว่าร้อนแล้วได้เผากิเลสอย่างเดียว จิตสะอาดขึ้น สูงขึ้นไปเรื่อยๆตามกิเลสที่บางลง เผากันจนถึงที่สุดก็บรรลุธรรม
2 เตวิชโช ผู้ได้วิชชา 3
3. ฉฬภิญโญ ผู้ได้อภิญญา 6 คือ 1.แสดงฤทธิ์ได้ 2.มีหูทิพย์ 3. ตาทิพย์) 4.เจโตปริยญาณ รู้จิตคน รู้ว่าเขานึกคิดสิ่งใดอยู่ 5.ระลึกชาติได้(บุพเพนิวาสานุสติญาณ) และ 6. อาสาวักขยอภิญญา ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป
4. ปฏิสัมภิธาญาณ 4 ประการ คือแตกฉาน 4 ประการ
(ไม่ขอเขียนแยกแยะในที่นี้ เพื่อไม่ให้ประเด็นเรื่องแตกออกเกินไป ใครอยากรู้เชิญถามกูเกิ้ล)
..
..ในอภิญญา 6 ที่แปลว่า ความสามารถเหนือวิสัย อภิญญาข้อที่ 6 อาสวักขยอภิญญา เป็นโลกุตระอภิญญาเดียวที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต่างจากอภิญญาอื่นที่เป็นโลกียะอภิญญาที่เกิดได้จากการปฏิบัติสมาธิเช่นกัน ที่หากไปหลงยึดหลงเพลินจะเป็นโทษใหญ่หลวง ก่อภัยเวรในวัฏสงสารไม่จบสิ้น.......ไม่ว่าจะวิชา 3 อภิญญา 6 หรือการบรรลุธรรม ล้วนเป็นเรื่องของการสะสมกำลังของจิต ที่จะต้องขัดเกลากิเลสให้สิ้นไปแต่ละลำดับ การกระทำโดยไปการมุ่งหน้าไปเพื่อการเปิดพลัง โดยไม่ได้เกิดจากการขัดเกลากิเลส เป็นตัณหา จะเปิดช่องให้วิญญาณโอปาติกะ หรือเทพที่แสวงศรัทธาเป็นอาหาร เข้ามาฝังแฝงใช้กายสังขารเป็นฐานสร้างอำนาจให้แก่ตน วิญญาณเหล่านี้จะจดจ้องว่า จะแฝงเข้ามาอาศัยร่างของใครที่มีกำลังจิตอ่อน แล้วอยากได้คุณวิเศษโดยไม่ผ่านกระบวนการฝึกฝนสมาธิ สติสัมปชัญญะ วิปัสสนากรรมฐาน หากเห็นว่ามีและมีช่องแทรกได้ ก็จะทำ และผลที่เกิดก็เป็นอย่างที่เอ่ยไว้
.
อภิญญาที่ไม่ได้มาจากการสะสมบารมีของตัวเอง จะทำให้จิตวิญญาณของตนตกเป็นเหยื่อวิญญาณที่แสวงอำนาจ เพราะพอพวกนี้ไปแฝง ทำให้คนที่ไม่เคยมีอภิญญาก็เกิดมีขึ้นมาอย่างฉับพลัน กลายเป็นคนมีตาทิพย์ ทักทายเรื่องคนอื่นแม่นยำ แล้วหลงไปชี้นำหรือเอาอภิญญาไปใช้ ทำนายทายทักคนอื่น ซึ่งมักถูกลวงในนามของการ "ช่วย" แต่จริงๆ คือถูกหลอกใช้ พอทำให้คนที่ได้รับคำทำนายเกิดศรัทธา เขาก็มาให้ลาภสักการะ มาซูฮกก้มหัว วิญญาณที่มาฝังแฝงก็สมอยาก เพราะได้สร้างฐานอำนาจ โดยมีกายทิพย์ของผู้ที่มาให้ลาภสักการเข้ามาเป็นบริวารมากมาย
...
อำนาจ คือสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณในมิติคู่ขนานที่ไม่ชำระจิตให้บริสุทธิ์ มักหลงใหล อยากมีอยากเป็น มนุษย์จึงถูกลวงให้ปฏิบัติธรรมหลงทางเสมอ เพราะไม่อาจสลัดตัณหา คือความอยากมี อยากได้ออกไป
.
อภิญญาที่เกิดจากการชำระกิเลสด้วยวิปัสสนากรรมฐาน เกิดจากการที่บุคคลนั้นได้เคยสะสมบารมีธรรมเดิมไว้ดีแต่อดีตชาติด้วยเช่นกัน เมื่อจิตบริสุทธิ์ขึ้น บารมีธรรมเดิมที่ถูกปกปิดด้วยอวิชา ก็จะเปิดออก จนมีอภิญญาแบบที่ไม่ได้ถูกจิตอื่นมาครอบงำฝังแฝง
การเดินที่ผิดช่อง ทำให้ผลที่ได้ต่างกัน และจะนำความเสียหายมาแก่จิตมหาศาล การที่คนอยากได้ความสำเร็จมาง่ายๆ โดยไม่คิดพิจารณาการสร้างเหตุ ปัจจัย และที่มาที่ไปของอภิญญาต่างๆ จะทำให้คนที่แสวงธรรม ถูกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
...
สำหรับผู้บรรลุธรรมที่ไม่มีคุณวิเศษอันใด ก็เพราะในอดีตชาติ ไม่เคยเป็นฤาษีชีไพร ไม่เคยปฏิบัติสมาธิติดอยู่ด้วยฌานเหมือนพรามฌ์ต่างๆ มาก่อน เราต้องอย่าลืมว่า การฝึกสมาธินั้น มีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้เสียอีก ในแต่ละพุทธันดร มีผู้ที่เคยฝึกฝนสมาธิแล้วติดอยู่อย่างนั้น เพราะขาดผู้ชี้ทาง ฝึกมากเข้าก็สะสมอภิญญาขึ้นไปเรื่อยๆ รู้นั่นนี่สารพัดไปหมด แต่หลุดพ้นไม่ได้เพราะไม่เคยหยั่งรู้มาดูจิตของตนเอง อภิญญาอื่นๆ มักเป็นไปด้วยการส่งจิตออก เช่น จิตส่งออกไปรู้ความคิดคนอื่น ไปเห็นเรื่องราวต่างๆ มีอภิญญาเดียวที่ไม่ใช่การส่งออก แต่เป็นการหยั่งรู้ลึกลงไปในจิตตนเพื่อถอนรากอาสาวะที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คืออาสาวักขยอภิญญา ที่เกิดได้ด้วยกำลังของวิปัสสนาญาณเท่านั้น
อาสาวักขยอภิญญาเป็นอภิญญาเดียวที่ไม่มีโทษ
..
ผู้ที่มีกำลังสมาธิสูงแต่ไม่เคยเพ่งดูตัวเอง ไม่สามารถเผากิเลสได้ ทั้งยังทำให้หลงคิดว่าตนวิเศษเหนือคนอื่น พอมีวาสนาเข้ามาสู่ข่ายของพระพุทธองค์ ทรงชี้ทางที่ตันให้เปิดออก การบรรลุธรรมก็จึงมาพร้อมกับการได้วิชา 3 ต่างจากผู้ที่ไม่เคยฝึกสมาธิ เมื่อฟังธรรมและเกิดอยากหลุดพ้น ปฏิบัติไม่นานก็ประหารกิเลสได้สิ้น เรียกว่า ลัด ตัด ตรง ไม่ต้องไปติดอภิญญา หลงในอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ เลย ไม่ต้องถูกลวงให้หลงทาง หลุดพ้นไปแบบใสๆ จึงเรียกผู้สำเร็จอรหันต์ที่ไม่มีคุณวิเศษว่า "สุกขวิปัสสโก" ได้พบกับความสุขจากวิปัสสนาญาณ คือญาณรู้แจ้งในจิตตน ไม่ต้องไปรู้เรื่องคนอื่น เมื่อไม่รู้ก็ไม่ต้องเสี่ยงถูกหลอกให้ไปติดทุกข์อีก ย่อมได้ความสุข การหลุดพ้นแบบนี้จึงเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ คือ การหลุดพ้นด้วยวิปัสสนาญาณ ( วิมุตติ = อิสระ ,การหลุดพ้น)
ส่วนการหลุดพ้นด้วยการปฏิบัติวิปัสนนาโดยมีมีอำนาจฌานอภิญญาติดมาด้วย ทำให้ไปรู้เรื่องอื่น รู้สารพัดเรื่อง รวมถึงรู้เรื่องทุกข์ของตัวเอง เมื่อรู้จนถึงระดับการรู้แจ้งในอวิชา การบรรลุอรหันต์ ก็เรียกว่า เจโตวิมุตติ คือบรรลุโดยมีกำลังฌานสมาธิเข้ามาเป็นคุณวิเศษ ท่านจึงจำแนกออกเป็น บรรลุด้วยเจโตวิมุตติ และ ปัญญาวิมุตติ
..
แต่...โลกมายาก็คือมายา ผู้ยังติดอยู่ในมายามักไม่ชอบของดี ของตรง ภาวนาแล้วไม่มีอภิญญา ก็กลับคิดว่าตนไม่เอาไหน ทั้งๆ ที่จิตบางเบาจากกิเลส ขนาดชื่อท่านยังบอกว่าเป็น สุกขวิปัสโก ก็ยังอยากได้ความทุกข์เสี่ยงการถูกลวงมาใส่ตัวกัน
นอกจากจะไม่ชอบกัน ยังอยากได้อภิญญาใส่มือกันมาง่ายๆ โดยไม่คิดเลยว่า
กว่าที่ครูบาอาจารย์ท่านจะได้ธรรมได้อภิญญากันนี่ ท่านต้องเพียรเคี่ยวกรำจิตขนาดไหน ดังนั้นจงพิจารณาให้มาก
..
ขอให้จำไว้ว่า ผู้จะหลุดพ้นที่มีอภิญญาที่ไม่เป็นโทษแก่ตน ต้องผ่านกระบวนการประหารกิเลส ต้องอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้า.... คือเพียรแล้วเพียรอีก ต้องกระหนาบจิตแล้วกระหนาบอีก มีครูบาอาจารย์คอยเคี่ยวกรำไม่ให้หลงเพลินในอภิญญา จึงจะปลอดภัยจากการได้โลกียะอภิญญา
โลกนี้ ลวงกันได้ไม่จบสิ้น แม้แต่การประหารกิเลส ด้วยการเผากิเลสก็ยังมีผู้หลงอภิญญา เอาความมืดบอดไม่แจ้งของตนมาบอกว่า การไปเผากิเลสจะทำให้เกิดเจ้ากรรมนายเวรไม่จบสิ้น เจ้ากรรมนายเวร จะเกิดขึ้นได้จากการคือการจงใจก่อเวรกับบุคลลหรือสัตว์ด้วยการกระทำที่ผิดศีล แต่การปฏิบัติเพื่อการฆ่ากิเลส เป็นการทำลายกระแสพลังงานที่ไม่บริสุทธิ์ที่เข้ามาแทรกแซงจิต เป็นกระบวนการชำระกระแสจิตให้บริสุทธิ์ไม่ได้เป็นเข่นฆ่าใครที่มีกายเนื้อ หากหลอนกันเรื่องเจ้ากรรมนายเวรมาก เป็นไข้ก็ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่ต้องกินยารักษาโรค ดื่มน้ำก็ไม่ต้องต้มเพราะกลัวเชื้อโรคตาย บ้านสกปรกก็ไม่ต้องกวาด เพราะเชื้อโรคจะกลายเป็นเจ้ากรรมนายเวร นี่คือผู้ไม่แจ้งแล้วสอนคนอื่นผิดๆ สอนผิดนี่บาปนะ รู้ไม่จริงแล้วทำคนอื่นหลงทางก็กรรมหนักทีเดียว รู้ไม่จริง รู้ไม่แจ้ง ต้องรู้จักละอัตตา ยอมรับว่าไม่รู้ อย่าสร้างบาปให้ตน
..
หากการประหารกิเลสแล้วบาป พระพุทธองค์จะบัญญัติคำว่า อรหันต์ ที่แปลว่าการประหารทำไม จะสอนให้เผากิเลสคืออาตาปี สัมปชาโณ สติมา ให้มีความเพียรเผากิเลสได้อย่างไร
ศรัทธา ต้องมาพร้อมปัญญา ต้องมีเหตุและผลที่สมควรแก่การเชื่อ มิใช่ปล่อยให้ผู้หลงโลกียะอภิญญามาชี้นำผิดๆให้ไปติดอยู่กับธรรมเมา ธรรมที่ได้แต่ส่งจิตออก แต่ไม่หยั่งรู้ลงมาสู่วิปัสสนาญาณเพื่อการประหารกิเลส
...
สุดท้าย ใครที่รู้สึกตัวว่า จิตผิดปกติ ถูกฝังแฝงโดนคุณไสยย์อวิชา ไม่ต้องเสียเวลามาหาอาจารย์ บอกวิธีแก้เป็นยาขนานแรงไว้ให้ท้ายคำสอนนี้ รักษาตัวให้รอดจากตัณหา การอยากได้อภิญญา คือกับดักอภิญญาวิชา 3 ทั้งส้ิน
...
อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
20 กุมภาพันธ์ 2560
.....................................................
......................................................
........................
ทางแก้ผู้ถูกฝังแฝง :ให้สวดพระคาถาชินบัญชร 9 จบ 19 วัน พักได้ 1 วันหลังจากสวดทุก 5 วัน ออกเสียงดัง 5 จบ จบที่ 6,7,8 ออกครึ่งเสียง จบที่ 9 ออกเต็มเสียง แล้วไปจ้องมองน้ำเดือดในหม้อปรุงอาหารขนาดกลางๆ จ้องมองน้ำเดือด ณ จุดที่เดือด 15 นาที (5 วันติดกัน) ขณะที่จ้องให้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวชัดเจนไม่ต้องพิจาณาธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ระหว่างจ้องจะอึดอัดทุรนทุรายอย่างไรก็อย่าหยุด เพราะเป็นความทุรนทุรายของวิญญาณที่มาฝังแฝง จากนั้นพัก 2 วันและเพ่งใหม่ อีก 5 วันติดกันลดลงเหลือ 10 นาทีต่อวัน ( ทำเวลาที่สะดวก) การจ้องมองอย่างนั้นจะมีพลังดึงกระแสที่ฝังแฝงลงมาสู่น้ำเดือด ทุกครั้งที่ทำให้เอาน้ำทิ้งไป อย่านำกลับมาใช้อีก ทำแล้วให้สังเกตุ จิตจะรู้สึกเบาและโล่งขึ้นเป็นลำดับ

พระคาถาชินบัญชร 9 จบ เป็นคาถาปราบมาร สวดแล้วจะร้อน ไม่ใช่กระแสเย็น
คำแนะนำนี้เพื่อแก้ปัญหาฝังแฝง ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นได้ แค่ช่วยให้พ้นจากการถูกแฝงเท่านั้น อยากหลุดพ้นต้องวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น

 

Visitors: 127,566