ความเข้าใจของผู้ไม่แจ้ง เรื่อง โสดาบัน 7 ชาติ

"ความเข้าใจของผู้ไม่แจ้ง เรื่อง โสดาบัน 7 ชาติ"
คำสอนประจำสัปดาห์ของท่านอาจารย์ค่ะ



เมื่อล่อจับหนอนที่มาฝังแฝงและกัดเซาะบ่อนทำลายสายธรรม แล้วตามด้วยการประกาศล้างบาง ศิษย์อกตัญญูและเนรคุณ เลยไปถึง คัดผู้ที่โลเลไม่หนักแน่นในธรรม เพื่อไม่ให้การสอนและแผ่พลังธรรมของอาจารย์ต้องสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ในวันล้างบางนั้นเอง ก็ได้รับเรื่องถึงศิษย์ที่เคยอุทิศตน ขอพักการทำงานแต่ยังไม่ขอถอนตนเป็นศิษย์ เพราะมีจิตติดข้องคิดวน กับเรื่องโสดาบันผิดศีล และอริยบุคลลขั้นสูงว่า ขึ้นไปแล้วจะตกได้อย่างไร ในเมื่อที่เคยฟังมานั้น มีผู้บอกว่าหลวงพ่อรูปนึงบอกว่า ไม่ตกแล้ว
...
ความคิดวนหนัก เพราะติดตำรา ไม่ภาวนา ทั้งยังผิดศีล เหล่านี้เกิดจากแรงดึงจากการเลือกคบเพื่อนผิด เป็นผู้ที่ถูกดึงเข้าไปสู่กลุ่มศิษย์เนรคุณ จนถูกหนอนกัดกินจิตใจ อาจารย์ยังไม่ถือว่าศิษย์ผู้นี้อกตัญญู เพราะความอกัตญญู คือผู้ที่ไม่รำลึกถึงบุญคุณผู้มีพระคุณ เพียงแต่เขาไม่อาจเอาชนะอวิชาในตนได้ เหตุเบื้องลึกที่ทำให้เขาต้องติดคิดวนอย่างนี้ ก็เพราะอดีตชาติเคยเป็น ปริพาชก คือลัทธิการโต้วาทะด้วยปัญญาสมอง ลัทธินี้คือพวกเร่ร่อนแสวงหาผู้ศรัทธาใครโต้กับตนแพ้ ต้องมาเข้าลัทธิ จิตจึงขาดความหนักแน่นและอยู่ที่ใดไม่ได้นาน และบรรดาผู้บ้าตำราทั้งหลาย กล่าวได้ว่า ไม่ต่ำกว่า 50% คือพวกปริพาชกมาเกิดใหม่ จึงกอดตำราเอาเป็นเอาตายแต่ไม่ปฏิบัติ
..
อย่างไรก็ดี คำถามที่เขาติดค้างใจ แม้กำลังอยู่ในระหว่างออกศึกปราบอธรรม ก็ยังได้เขียนตอบคำถามให้ และเห็นว่า คำตอบนี้มีประโยชน์ไม่น้อยแก่ผู้ไม่รู้แจ้งจึงนำมาเขียนเป็นคำสอน ซึ่งก่อนจะมาสู่คำถาม ขอรวบรัดสั้นๆ ในความเข้าใจของคนทั่วไปว่า....ผู้ที่ปิดอบายที่เรียกว่า ได้ความเป็นโสดาบัน จะมาเกิดเป็นมนุษย์อีกเพียง 7 ชาตินั้น ช่างสวยหรูดูเป็นที่น่าฝันใฝ่ของผู้แสวงธรรมเป็นที่สุด คงเป็น 7 ชาติที่แสนสบาย ไปวัดฟังธรรมตักบาตร ไปเรื่อยๆ รอเวลาหลุดพ้นแค่อีก 7 ชาติเท่านั้น
.
อาจารย์ขอแถลงด้วยโพธิจิตว่า : หาใช่เช่นนั้นทุกกรณี โดยมากแล้ว 7 ชาติที่ว่า มักจะตกต่ำไปเรื่อยๆ เพราะ...
หากโสดาบันนั้น ซึ่งเป็นอริยบุคคลขั้นต่ำหรือขั้นต้น ยังเผลอมัวเมา ผิดศีล ยังเป็นผู้มักมากในกาม ถูกอวิชาครอบหนัก จนกลายเป็นคนอกตัญญูด้วยอำนาจ
อวิชา เหล่านี้ จะทำให้การกลับมาเกิดอีก 7 ชาติ จะทำให้เป็นมนุษย์ที่มีสภาพที่น่าสมเพชเวทนาเป็นที่สุด บางคนจะมีรูปกายอัปลักษณ์ เป็นคนพิการที่มีอาการ 32 ครบแต่มีสภาพเหมือนคนพิการ หลังค่อมเตี้ยโงหัวไม่ได้ ตาฝ้าฟางเพราะเมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว กลับลงไปสู่ความมืดบอดมัวหมอง สังขารกรรมจึงทำให้ตาเนื้อฝ้าฟาง บางคนอาจมาเกิดเป็นขอทานได้ด้วยซ้ำ เพราะปล่อยให้จิตหยาบกระด้างหลงไปใส่ร้ายผู้มีบุญคุณ บ้างจะมีโรคร้ายคุกคาม จะได้รับความลำบากเลือดตาแทบกระเด็นจนอยากฆ่าตัวตาย แต่ก็ตายไม่ได้เพราะมีประตูบานแรกกั้นเอาไว้ ด้วยวาสนาเดิม ทำให้ลึก ๆจิตอยากหลุดพ้น ในที่สุดวาสนาเดิมที่ทำดีไว้บ้างก็ได้พบกัลยาณมิตรเกื้อกูล ดึงให้มาปฏิบัติธรรมจนได้ความเป็นโสดากลับมาใหม่ จากที่เหมือนหายไปเพราะถูกปกปิดด้วยอวิชา ก็เหมือนได้สภาพนั้นคืนมาอีก
..
ผู้ที่ได้โสดา เมื่อตายแล้วใช่ว่าจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ทันที บางคนได้แล้วตายเร็วมาก ไม่ได้สะสมอกุศลสังขารเพิ่ม ก็ทำให้ไปจุติเป็นเทพก่อน หมดอายุขัยแล้วจึงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ดังท่านสุปปะพุทธิกะ ชายโรคเรื้อน ผู้ได้ฟังอนุศาสนีย์ปาฏิหารย์เทศน์ธรรมจากพระบรมศาสดา จนบรรลุโสดาบัน พอเดินออกจากวัด ก็ถูกโคขวิดตายทันทีจากบุพกรรมเดิม พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงที่ไปของเขาว่าไปจุติยังดาวดึงส์
แต่ผู้ที่ไม่ตายก่อนนี่สิ ยังมีเวลาชีวิตเหลืออยู่มาก แต่ไม่รักษาธรรมที่ตนได้ เพราะขณะที่ทำให้ได้โสดา คือการละสังโยชน์ได้ 3 ข้อ คือ 1. การละสักกายะทิฐิ คือ การเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ต้องเดินไปสู่ความตายแน่นอน ไม่ใช่แค่รู้แล้ว แต่รู้แจ้งเข้าไปถึงจิต จึงเกิดความสลดสังเวช.... ข้อ 2. สีลัพพตปรามาส - การรักษาศีลอย่างจริงจัง คือมีความระวังไม่ให้ผิดศีล ซึ่งในการปฏิบัติที่ธรรมสถาน ด้วยกฏระเบียบที่เคร่งครัด เอื้อผู้ปฏิบัติอย่างมาก ปกติคนทั่วไป ไม่ระวังในการรักษาศีล
.
3. วิจิกิจฉา คือ ละความลังเลสงสัย ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ในทางในธรรม ในอาจารย์ผู้สอน แม้กระทั่งในความสามารถของตัวเอง มีความเชื่ออย่างยิ่งว่า การหลุดพ้นมีจริง และตัวเราสามารถทำได้
เมื่อละทั้ง 3 ประการได้ ในระดับที่จิตพ้นเครื่องผูกใจ 3 ข้อต้น จิตซึ่งเป็นกระแสพลังงาน ก็เบาขึ้น ลอยสูงขึ้นกว่ามวลพลังงานหยาบของโลกที่มีน้ำหนักมาก เพราะมีสิ่งปลอมปนสูง เมื่อแปลงสัญญาณมาสู่กระแสโลกุตระธรรม จิตก็สูงเข้าข่ายโสดาบัน เข้าไปสู่สนามพลังงานที่มีคุณลักษณะเบา รอการชำระให้บริสุทธิยิ่งขึ้น เพื่อไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก
การจะรู้ว่าได้โสดาจริงแค่ไหน ก็ดูตามหลักโพธิ์ชงค์ 7 ซึ่งจะแสดงความเปลี่ยนแปลงของจิตในแบบที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน ไม่ใช่นั่งติ๊กด้วยปากกา ว่าฉันน่าจะได้ธรรมแล้ว แต่หากมีครูบาอาจารย์ที่มีภูมิสูง ท่านก็จะรู้ได้ด้วยการสัมผัสคลื่นจิต หากท่านเมตตาหรือเข้ามายังข่าย ท่านก็มักจะยืนยันให้
..
ปัญหาของการที่โสดา ไม่สามารถทำให้ธรรมเจริญขึ้นได้ก็เพราะ เมื่อได้แล้วประมาท
ประมาทในการใช้ชีวิต ไม่คำนึงว่า โสดาบันคือสถานะของอริยสงฆ์ เป็นพุทธบุตรของพระพุทธเจ้าอย่างเต็มภูมิ หากเป็นบรรพชิตก็ไม่ใช่สมมติสงฆ์แล้ว แต่เป็นสงฆ์แท้ แต่ด้วยศีล 5 อย่างเดียวก็หลุดพ้นได้ ทำให้โสดาบันตั้งอยู่ได้ทั้ง เพศบรรพชิตและเพศฆราวาส บรรพชิตก็ยังมีศีล 227 ข้อคอยอบรมใจ แต่ฆราวาสมีแค่ 5 ข้อ อีกทั้งสิ่งล่อลวงใจก็มากมาย ทั้งยังหลงสมมติหรือคุ้นชินกับชีวิตเดิมๆ มองในกระจกก็เห็นว่า ฉันก็ยังเหมือนคนธรรมดา ทำให้หลงเพลิน ใช้ชีวิตมัวเมาแบบเดิมเพราะคิดว่าได้โสดาแล้ว รอดแล้ว ไม่รู้ว่า กายนั้นเป็นเพียงสมมติเป็นสถานีให้จิตอยู่อาศัย ไม่คิดปรับการกระทำให้มีความสำรวมเช่นบุตรพระพุทธเจ้า จิตโสดานั้น ในกายทิพย์ จะเห็นพระพุทธรูปที่ยังไม่ใสสะอาดเต็มที่ เมื่อหลงเสียแล้ว จิตมัวหมอง ทำผิดศีล หลงกาม หลงโกรธ หลงอารมณ์ต่างๆ ยิ่งฆราวาสจะเป็นกันมาก จิตก็ไปสะสมความสกปรกใหม่เข้ามาตามการปรุงแต่ง ทำให้ดวงตาธรรมที่เคยใสก็กลับมาหมอง ไม่ประพฤติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ข้อหลงทำผิดศีลข้อ 3 ของโสดาฆราวาสคือ ไม่มีสัมพันธ์กับเฉพาะคู่ครองของตน ไปมีจิตปฏิพัทธ์ผู้อื่น และประพฤติผิดธรรมจริยาอันดีงาม ทำให้ศีลพร่อง รั่ว ทะลุ
ความมัวเมาทั้งหมด จากที่เคยเป็นคนดี ก็กลับกลายเป็นเลวได้เหลือเชื่อจริงๆ แต่ด้วยความที่โสดาบันคือขั้นต่ำสุด แม้จะหมองอย่างไร ก็ไม่ตกอบายเพราะมีตาข่ายรองรับ แต่ความมัวหมองที่สะสมไว้ ก็จะกลายเป็นสังขารที่ส่งผลเป็นอกุศลวิบากอย่างสาหัส ชนิดนรกบนดินทีเดียว
..
โสดาบางคน พอได้แล้วหลงตัว อวดอัตตา ซึ่งเกิดจากกิเลสที่ยังเหลืออยู่มาก และถูกลวงด้วยอวิชา ไม่ตระหนักว่า การเดินทางยังไม่ถึงจุดหมาย นี่เป็นแค่สถานีทางผ่าน อย่ายึดป้ายบอกทาง แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างนั้น ไปยึดป้ายบอกทางมาเป็นสมบัติ กลายเป็นคนแบกสมบัติที่ไม่เที่ยง เพราะเป็นเพียงกระแสสมมติภาวะ อาจารย์เคยเจอมาแล้ว ใช้สถานะโสดาบันของตนไปแสวงประโยชน์ แต่ไม่บอกใครว่าตนเป็นศิษย์ใคร ฤา จะอายว่า ครูบาอาจารย์ตนเป็นฆราวาสหญิง ความหยิ่งผยองในใจไม่ได้ขัดเกลาจากอนุสัยสันดานเดิม ศิษย์ผู้นี้จึงทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนวนมาเกิดเป็นโสดา หลายชาติเข้าไปแล้ว แต่ละชาติก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ
ตีมาถึงข้อสงสัยของผู้ถาม ที่มีปัญญาทางโลกมากแต่แม้จะอธิบายอย่างไร ก็ยากที่จะเชื่อหรือหยุดคิดวน เพราะถูกมนต์อวิชากัดกินใจเสียแล้ว อย่างไรดี ก็ลองพิจารณาตามสิ่งที่ได้อธิบายไว้ก็แล้วกัน
...
1. โสดาบันจะทำผิดศีลได้อย่างไร?
ตอบ
ที่ได้ความเป็นโสดาบัน ได้ในขณะที่รักษาศีลได้บริสุทธฺ์ ต่อเมื่อออกไปแล้ว ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่ได้ระวังอายตนะ ทำให้ศีลขาด ศีลพร่อง ต่อเมื่อได้โสดาบันแล้วปิดอบายได้แล้ว ก็ไม่ตกนรก แต่กรรมจะตามมาในรูปของภูมิมนุษย์ เป็นความเจ็บป่วยรุนแรงและหากจะสงสัยว่า ทำไมโสดาบันยังผิดศีลได้ ก็ให้ดูเพื่อนของเธอเอง(ได้โสดาแล้ว) ว่า ในขณะที่ตนคิดวนเรื่องอริยะผิดศีลได้อย่างไร ตัวเองผิดศีลแล้วยังไม่รู้ตัวเลย ผิดศีลใหญ่ด้วย คือตระบัดสัตย์... หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติเตโชวิปัสสนา หันไปปฏิบัติวิธีอื่น นี่คือผิดศีลตรงตัว แต่กลับไม่รู้ บทพิสูจน์อยู่กับตนเองกลับได้แต่เพ่งโทษผู้อื่น คิดวน เพราะมันคือวิสัยของกิเลส
.
2. เมื่อได้ความเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ทำไมเกิดมายังไม่ใช่พระอริยเจ้า ต้องออกปฏิบัติธรรมอีกครั้ง ตรงนี้เมื่อได้แล้วศีลก็ต้องสมบูรณ์สิ
ตอบ - คำตอบก็วกมาเรื่องศีลนี่เอง ศีลคือกำแพงกั้นจิต เมื่อไม่ระวังอายตนะ ผิดศีลเสียแล้ว จิตก็ตกต่ำ ไม่ใช่ตกขั้น เพราะโสดานี่คืออริยะขั้นต่ำสุด การมาเกิดใหม่ ในภูมิต่อไป จึงต้องทำความสะอาดจิตที่ตกต่ำเสียก่อน จึงจะได้เข้าถึงจิตบริสุทธิ์เช่นที่ควรจะเป็นโสดาอีกครั้ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ความเป็นโสดาบันหายไป ยังอยู่ เพียงแต่ถูกปกปิดด้วยอวิชชา ด้วยความมัวเมา ทำให้ไม่รู้ว่าตนเคยได้โสดา ตอนได้ภพแรกไม่ทำให้ธรรมเจริญขึ้น เผลอประมาท จึงต้องมาเข็ญบำเพ็ญกันใหม่เหมือนเริ่มต้น เมื่อบำเพ็ญแล้ว เวลาจิตสะอาดในระดับเดิมเช่นตอนที่เคยได้โสดาบัน จะรู้ด้วยว่า เคยได้โสดามาแล้ว ดังนั้น สำหรับขั้นต้นไม่ได้ตกขั้น แต่มัวหมองด้วยอกุศลกรรมที่สะสมเพิ่มมา
(ข้อนี้ อาจารย์มีศิษย์อย่างน้อย 3 คนเมื่อปฏิบัติเตโชวิปัสสนาแล้ว มาถึงจุดนึงก็รู้ว่า
ตนเคยได้โสดามาก่อน )
..
3. การมาเกิดใหม่ก่อนจะครบ 7ชาติ ถึงแม้จะไม่ได้ออกปฏิบัติธรรม แต่การดำเนินชีวิตก็ควรจะมีมีศีลเป็นปกติหรือเปล่า ดังนั้นความเป็นพระโสดาบันไม่น่าจะหายไปไหน
ตอบ - ไม่ออกปฏิบัติไม่ได้ หากไม่ออกปฏิบัติ จะเอาพลังอะไรมาขุดชำระความสกปรกมัวหมองของจิตที่คลุกกิเลสเป็นเนื้อเดียว ด้วยความมืดบอดที่รุนแรงมาก จนแม้แต่จะทำจิตให้มีสติสัมปชัญญะสักครู่ยังไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรมาทำให้จิตหนักแน่นในศีลได้
อย่างที่บอก ความเป็นโสดาไม่ได้หาย แต่มันถูกบดบังไว้ด้วยความมืดบอด จนไม่สามารถระลึกรู้ได้ว่า เคยได้โสดามาแล้ว ต้องมาภาวนาชำระกิเลสก่อน จึงจะรู้ได้
(เรื่องที่คิดว่า โสดาแล้วจะต้องรักษาศีลได้ตลอด เป็นความหลงผิดของคนมาก ที่รักษาได้ก็เฉพาะตอนกำลังจะได้ธรรมนี่เอง เมื่อประมาทขาดสัมปชัญญะ ไม่ระวังอายตนะ ก็เป็นโสดาผิดศีล นี่ เจอมาแล้ว ผิดศีลอย่างน่าละอายมาก ผิดข้อกามก็ยังมี ใครทำสิ่งใดไว้ต้องรับผลของตนเอง โดยเฉพาะพระผิดศีล นี่กรรมหนักกว่าคนธรรมดามาก)
..
4. คนเป็นอริยะบุคคลแล้ว จะมีภูมิธรรมตกได้อย่างไร (หมายถึงผู้ที่ยังไม่ถึงขั้นอรหันต์)
ขึ้นชื่อว่าจิตที่ยังไม่บริสุทธิ์ขาด เมื่อมีเชื้อสกปรกฝังอยู่ ไม่ดูแลชำระให้ดี ความสกปรกย่อมทำให้จิตมัวหมองจิตเป็นกระแสพลังงาน จิตที่ไม่บริสุทธิ์ก็มีน้ำหนัก แม้ว่าจะลอยสูงขึ้นในระดับหนึ่ง ต่อเมื่อไปสะสมน้ำหนักให้จิตอีกเพิ่มเข้ามาอีก
จิตก็ย่อมตกลงมาได้ ........(การตกนี้คือ ตกแบบสสารพลังงานที่มีน้ำหนัก หนัก ก็จะถูกถ่วงลงมา ซึ่งเมื่อแปรเป็นโลกุตระธรรม ผู้มีภูมิธรรมสูงมากก็จะสัมผัสกระแสได้ว่า คนผู้นี้ ธรรมตกแล้ว เช่น จากสกิทาคามี ตกมาเป็นโสดาบัน) สำหรับผู้เป็นโสดาก็ไม่ตกเรี่ยพื้นเหมือนปุถุชนแต่ก็ตกติดกำแพง ส่วนจิตของอริยบุคคลขั้นอื่นๆที่สูงกว่าแต่ยังไม่ถึงอรหันต์ ย่อมตกลงมาได้ เพราะน้ำหนักจิตมันเพิ่มขึ้นจากการปรุงแต่ง มัวเมา ไม่รักษาศีล แต่ก็จะไม่ต่ำไปกว่าขั้นโสดาบัน ...มันคือกฏของฟิสิกข์
..
การที่ติดอยู่กับตำรา เชื่อแต่กับการสื่อสารจิตส่งออก โดยไม่ได้เกิดปัจจัตตังในตน มันจึงคิดวนและไม่แจ้ง จิตพระฤาษีลิงดำก็บอกแก่อาจารย์ว่า ที่สื่อๆ กับท่านน่ะ สื่อถึงจิตท่านจึงแค่ 10% ที่เหลือลวงโดนกิเลสแทรกแซงเพราะส่งจิตออกด้วยความมีตัณหา กิเลสทั้งภายในและภายนอกจึงมาลวงให้หลงทาง
..
สภาวะคิดวนคิดไม่ขาด คือวิจิกิจฉาที่ทำให้ไม่อาจก้าวหน้า การปล่อยให้จิตฟุ้งวนเช่นนี้ คืออุธัจจะ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 9 ที่ระดับพระอรหันต์แล้วเท่านั้น จึงจะขาดได้
อุธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน ที่มีความหมายลึกซึ้งมาก เพราะเมื่อฟุ้ง ก็คือส่งออก เมื่อส่งออก จิตก็ถูกแทรกแซงจากกิเลสที่อยู่ในคลื่นพลังงาน ทำให้คิดวน ฟุ้งหนักเข้า จิตจะล้มละเนระนาด เป็นโดมิโน จนแม้แต่ศีลก็รักษาไม่ได้ เพราะฟุ้งจนขาดความหนักแน่น ศรัทธาก็จึงรักษาไม่ได้ เพราะอุธัจจะนี่เอง
.
อย่าติดตำรา อย่าติดในสิ่งที่เขาว่ามาว่า... พิสูจน์และคิดตรองด้วยเหตุ ปัจจัย ตำราเกิดจากการที่มีผู้ถ่ายทอด แปลมาไม่รู้กี่ชั้น จากภาษานึงไปสู่ภาษานึง คนไม่รู้แจ้ง ไม่เข้าใจคำสอน ก็ไปเพิ่มคำและไปเปลี่ยนความหมาย จงคิดแบบคนมีปัญญา และปฏิบัติให้ถึง ให้พ้นจาก การรู้แล้ว มาสู่การรู้แจ้ง
.
มีศิษย์ฆราวาสที่ได้ธรรมสูงผู้นึง มีความกังวลมากว่า ธรรมของตนจะตก คอยเช็คตัวเองเสมอ แต่เป็นการเช็คด้วยปัญญาสมอง อาจารย์บอกว่า
"ก็อย่าประมาท ไม่ต้องกลัวว่าตกแล้วจะไม่รู้ ตกแล้วอาจารย์จะบอกให้
ตกแล้วดังด้วยนะ อยากดังมั้ยล่ะ?"
เสียงหัวเราะดังครืน ศิษย์หญิงส่ายหัวไปมา
"ไม่อยากดังเจ้าค่ะ"
"ดีแล้ว อย่าอยากดังเลย จงไม่ประมาท"
...
อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
8 กุมภาพันธ์ 2560
...

Visitors: 116,669