ชีวิตโอปปาติกะ Wish to tell อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

ชีวิตโอปปาติกะ
Wish to tell
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
 

from here to eternity
ประโยคนี้ดูมีความหมายของการลาจาก แต่เป็นการอำลาในแบบได้รับการจดจำ หาใช่ลาแล้วโล่งใจอย่าได้หวนคืนมาแม้ในความคิดคำนึง ผู้ที่พึงได้รับคำๆ นี้ ย่อมมีคุณงามความดีให้รำลึกถึง

อาจารย์ได้เอ่ยคำนี้เป็นครั้งแรก แก่ดวงจิตดวงหนึ่งที่จากไปอย่างกระทันหันนำความเศร้าโศกมาสู่ครอบครัวยิ่งนัก อาจารย์ได้ทำหน้าที่ด้วยความเมตตาต่อดวงจิตนี้อย่างสุดกำลัง และถือโอกาสนำความมาบอกเล่าเพื่อเป็นความรู้ว่า ในการด่วนจากไปก่อนวัยอันควร จะส่งผลอย่างไรต่อจิตวิญญาณของผู้วายชนม์ ที่ถูกเปลี่ยนสถานะจากมนุษย์ไปสู่โอปปาติกะ
...

สำหรับการตายก่อนอายุขัย ผู้ที่ตายในขณะที่ไม่เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนเช่นเกิดอุบัติเหตุ จิต ณ ขณะนั้นยังคงมีสติ แต่ก็เกิดอาการช๊อคและมึนงง จิตก็ถูกกระแทกหลุดออกจากร่าง เกิดอาการเคว้งคว้างทันที เป็นการหลุดออกไปสู่มิติคู่ขนานเข้าไปสู่ชั้นพลังงานละเอียดที่ซ้อนกันอยู่กับโลกมนุษย์ และติดอยู่ในฐานะโอปปาติกะคือวิญญาณที่ยังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนภพภูมิ (หมายถึง ขึ้นหรือลง ขึ้นคือสวรรค์ลงก็คืออบายภูมิ 4 อันมี สัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน ) การติดอยู่นี้เป็นการแทรกอยู่เป็นชั้นพลังงานของมนุษย์โลกในระดับคลื่นพลังงานที่ละเอียดกว่า จากสถานะที่เคยมีกายหยาบก็แปรสภาพไปสู่กายทิพย์และโลกที่เป็นพลังงานทิพย์ คำว่าทิพย์ไม่ได้หมายถึงประกายแวววาวแบบแสงเพชร แต่หมายถึงระดับพลังงานที่มีความละเอียด ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สัมผัสได้กับผู้ที่มีคลื่นจิตละเอียด
..
โอปปาติกะ จะติดอยู่ในโลกนี้ไปอีกนานจนกว่าจะหมดอายุขัยจริง

เมื่อจิตดวงนี้คิดถึงใครจิตก็จะพุ่งไปหาคนๆ นั้นทันที หากบุคคลนั้นมีกระแสจิตบางละเอียดที่ทางธรรมเรียกว่า “มีกำลังญาณ” ก็จะรับรู้ได้ว่ามีวิญญาณมาหาแม้ว่าจะเป็นในเวลากลางวันแสกๆ แต่หากไม่มีญาณ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็รู้ไม่ได้ ยกเว้นหากดวงจิตนี้มีความต้องการอย่างแรงกล้าให้บุคคลที่คิดถึงมากรับรู้ ก็จะพยายามกดดันเหมือนคนพยายามเคาะผนังกำแพงมิติอย่างแรง ปังๆๆๆ กระแสนี้จะทำให้ผู้ที่อยู่ในเคหสถานที่วิญญาณไปหาจะรู้สึกวิเวกวังเวงจับใจ

การอยู่ในอีกมิติแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนภพภูมิ เรียกว่าเป็นมิติคู่ขนาน เวลาของโอปปาติกะกับเวลาในโลกมนุษย์จะเท่ากัน โอปปาติกะมองเห็นมนุษย์ได้เพราะกายมนุษย์หยาบ และจะเข้ามาใกล้มนุษย์ได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตที่บริสุทธิ์ของมนุษย์ผู้นั้น หากมนุษย์เป็นจิตที่มีพลังสูงโอปปาติกะก็เข้าถึงไม่ได้ ต้องอยู่ในวงห่างๆ เพราะต้านแสงจ้าของจิตผู้บริสุทธิ์ไม่ได้หรือไม่ก็ถูกกั้นไว้ด้วยพลังธรรมของมนุษย์ผู้นั้น แต่หากเป็นมนุษย์ที่จิตไม่บริสุทธิ์ ก็เข้าถึงแบบประชิดตัวได้โดยที่มนุษย์นั้นไม่รู้ตัว และหากมนุษย์นั้นขาดสติหรือจิตอ่อนมากโอปปาติกะก็จะเข้าสวมแทรกวิญญาณนั้นได้ ที่เราเรียกว่า “ผีเข้า”

โอปปาติกะจะเข้าเคหสถานได้หรือไม่

ในที่ใดที่เป็นที่ๆให้อยู่อาศัย หรือทางธรรมเรียกว่า สังขาร โอปปาติกะก็สามารถไปอยู่อาศัยได้หากไม่มีวิญญาณเจ้าที่ก่อนหน้านี้จับจองไปแล้วก็เหมือนกับสังคมของโลกมนุษย์ จะไปบ้านใครได้ก็ต้องขออนุญาตเจ้าที่เขาก่อน หากเขาเปิดประตูให้จึงเข้าไปได้ หากผู้ตายเป็นเจ้าของบ้านก็จะเข้าไปที่บ้านตัวเองได้ หากไม่ใช่เจ้าของบ้านแล้วเจ้าของที่เป็นมนุษย์เขาอนุญาตโดยการเปล่งวาจาในความหมายว่า...“อยากมาเมื่อไหร่ก็เข้ามาได้หรือมาอยู่อาศัยได้” โอปปาติกะผู้เป็นลูกหลานหรือญาติก็จะเข้ามาเยี่ยมเยียนได้ แต่มนุษย์ที่ไม่ได้บำเพ็ญมาก็จะไม่กล้าทำ เพราะมักไปจัดระดับโอปปาติกะว่าเป็นผี เมื่อไม่ยอมเปิดประตูให้ โอปปาติกะไม่มีที่อยู่อาศัยก็เลยกลายเป็นโอปปาติกะเร่ร่อน หาที่อยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็มักไปอยู่ที่วัด บางพวกไม่ชอบวัดเพราะไม่ใฝ่ธรรม ก็เลยกลายเป็นวิญญาณพเนจร ท้ายที่สุดก็ไปจับกลุ่มอยู่กับพวกวิญญาณพเนจรหรือพวกเกเรด้วยกัน

สำหรับสถานที่ที่รกร้างมักมีโอปปาติกะไปอาศัยรวมตัวกันอยู่ แม้แต่รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้นานๆ หากเจ้าของรถไม่ไปแสดงสิทธิ์ หมายถึงซื้อจอดทิ้งไว้เฉยๆ ก็จะมีโอปปาติกะไปจับจองอาศัยรถยนต์อยู่ ที่เราเรียกว่า แม่ย่านางรถ แต่หากเจ้าของแสดงสิทธิ คือใช้ขับประจำ เทวดาประจำตัวของเจ้าของรถก็มักจะพิทักษ์ดูแลให้ไม่มีโอปปาติกะมายุ่มย่ามอาศัยอยู่ พอเจ้าของขึ้นขับรถ พวกที่พเนจรที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็จะถูกผลักกระเด็น หรือไม่ก็ถูกเชิญออกอย่างนิ่มนวลแล้วแต่นิสัยเทวดาประจำตัว
...
โอปปาติกะรับบุญที่ตนทำไว้ได้มั้ย

หากตายก่อนอายุขัย รับไม่ได้ ได้แต่เห็น แต่คว้าอะไรไว้ไม่ได้เลย ต้องรอญาติพี่น้องทำบุญส่งไปให้จึงรับได้ จนกว่าจะถึงอายุขัยจริงจึงจะรับบุญที่ตนเคยทำไว้ได้ การทำบุญใหม่แล้วอุทิศไปให้โอปปาติกะจึงเป็นทางที่ดีที่สุด เมื่อโอปปาติกะสัมผัสกระแสบุญที่อุทิศมาให้ เมื่อนึกถึงของนั้นๆ แล้วจึงได้รับ เวลามีญาติพี่น้องตายญาติมักจะวุ่นวายอยู่การจัดงานศพ มีการสวดอภิธรรม เลี้ยงอาหารแขกในงาน ส่วนพระก็จะทำได้แค่ถวายน้ำดื่ม พอถึงศพผู้ตายก็จะเอาอาหารไปตั้งไว้แล้วก็เคาะฝาโลงบอกกล่าว ซึ่งนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะวิญญาณรับอะไรไม่ได้เลยจากการเอาไปวางแล้วเคาะบอก วิญญาณจะรับอาหารได้ต้องรับผ่านผัสสะ คือผ่านกายสัมผัสคือลิ้นที่ก่อให้เกิดพลังงานเชื่อมต่อทำให้รับรู้รสชาติ ต่อเมื่อวิญญาณไม่มีกายแล้วก็รับได้แค่ทางตา ก็จะทำให้หิวไปนาน จะรับได้ก็ด้วยเป็นการมอบหรือถวายอาหารให้แก่ผู้มีธรรม แล้วท่านผู้นั้นทานอาหารอย่างพิจารณาแล้วอุทิศผ่องถ่ายรสอาหารที่รับรู้นั้นไปสู่ดวงวิญญาณ เป็นการถ่ายเทกระแสพลังงานไปให้อีกทอดหนึ่ง ในขณะที่ผู้รับถวายอาหารกำลังทานอาหาร ก็ต้องทานอย่างมีสติด้วย ทานอาหารโดยไม่ติดใจในรสชาติ เพราะหากระหว่างรับประทานแล้วติดใจในรสชาติ กิเลสที่ยังคงเหลืออยู่ของผู้ที่ได้รับของนั้น ก็จะกักเก็บทิพย์อาหารนั้นไว้เป็นส่วนตนกึ่งหนึ่ง จะเหลือไปถึงวิญญาณที่ญาติเขามาถวายให้ไม่มาก แต่ก็ได้เช่นกันไม่ใช่ไม่ได้ เพียงแต่เหมือนถูกหักเปอร์เซ็นต์ค่านายหน้าทางผ่าน
..
จริงๆ ท่านผู้รับอาหารท่านไม่ได้คิดหักเปอร์เซ็นต์หรอก แต่เจ้ากิเลสตัวร้ายมันมาครอบจิตก็เลยเก็บงำของตนไว้ส่วนนึง ที่เหลือแม้จะเปล่งวาจาอุทิศบุญต่อไปให้ผู้ตาย ก็ได้แบบขาดๆ นี่จึงเป็นการสอนที่ว่า เวลาทำบุญกับผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐแล้วจะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะไม่มีกิเลสมาเก็บกักของไว้ แถมยังได้บารมีของผู้เป็นเนื้อนาบุญสูงช่วยเพิ่มพูนกำลังให้อีก

เวลาเลี้ยงอาหารในงานศพแขกในงานก็จะทานกันเอร็ดอร่อย จนมีคำพูดว่า....“ไปกินโจ๊กกับกระเพาะปลางานศพ อร่อย” กินเสร็จก็เก็บความติดใจในรสชาติลงในสังขารเรียบร้อย แถมเจ้าภาพก็ไม่เคยบอกว่า....“ทานเสร็จแล้วช่วยอุทิศบุญให้ลูกหลานดิฉันด้วยนะคะ” กลายเป็นว่า วิญญาณก็มานั่งดูคนกินเลี้ยงงานศพตัวเอง ส่วนตัววิญญาณก็หิวตาลาย ต้องรอเอาวันสุดท้ายที่จะมีการทำบุญเลี้ยงพระให้โน่น...หิวไป 7 วัน
.....
เมื่ออาจารย์รู้ว่าโอปปาติกะยังไม่ได้รับอาหารเลยตั้งแต่จิตออกจากร่างไป เพราะญาติมัวเศร้าโศกและทำบุญตามประเพณีแต่ไม่ได้ทำตามหลักของโลกทิพย์ อาจารย์เลยให้ศิษย์นำน้ำดื่มมาให้ โดยกำชับว่า ให้เอามาให้อาจารย์แบบ “ให้” ไม่ใช่แบบคนมาเสริฟน้ำ ตั้งจิตให้ดี และมีอาหารอะไรที่พอเอามาให้ได้ก็เอามา เมื่อได้รับน้ำดื่ม อาจารย์ก็ตั้งใจดื่มน้ำแล้วน้อมจิตผ่องถ่ายกระแสนั้นไปสู่โอปปาติกะ ศิษย์เอาไก่ทอดเล็กๆ มาให้ ก็ตัดทานเป็นคำๆ อย่างตั้งใจเพียงแค่รู้ว่านี่คืออาหาร แต่จิตไม่ได้ติดใจในรสชาติอันใด แล้วก็ผ่องถ่ายกระแสนั้นไปสู่โอปปาติกะ ทำให้เขาได้ดื่มน้ำหยดแรกหลังจากที่เสียชีวิตเป็นคืนที่สอง ตกกลางคืนที่มีการรวมตัวให้ศิษย์นับร้อยภาวนาอุทิศบุญไปให้ เมื่ออุทิศและแผ่เมตตาให้ก็รู้ว่า เขาได้รับกระแสบุญท่วมท้น พลังนี้ทำให้จิตเขาอิ่มเอิบ ไม่เศร้าโศก ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และที่อัศจรรย์ก็คือ จิตสามารถยกกำลังภพภูมิจากโอปปาติกะขึ้นสู่ความเป็นเทพได้ทั้งๆที่ยังไม่หมดอายุขัย และได้เข้าไปอยู่ในสังคมของเหล่าเทวาด้วยกัน เป็นการผ่ากฎโลกวิญญาณที่ว่า เมื่อตายก่อนอายุขัยต้องติดเป็นโอปปาติกะ รับบุญที่ตนทำไว้ไม่ได้ นี่เกิดจากพลังบุญอัศจรรย์ที่อุทิศให้จากปฏิบัติวิปัสสนาโดยแท้ และเมื่อยกภูมิขึ้นเป็นเทพได้ จึงมีกำลังในการรับบุญที่ตนทำไว้ได้ พระรัตนตรัยที่ท่านส่งพลังมาปกปักษ์รักษาได้เมตตาชี้ทางบุญ ให้ดวงจิตเทพนี้รำลึกถึงบุญที่เคยได้ร่วมสร้างพระประธานเอาไว้ เมื่อรำลึกถึงแล้วจะบังเกิดเป็นวิมานขึ้นมาให้สถิตย์ในสถานที่ๆ ตนอยู่
...
อาจารย์ก็มาคิดว่า ธรรมดาคนใฝ่ธรรมก็ต้องอยากอ่านธรรมะ เหมือนที่ศิษย์รออ่านคำสอนของอาจารย์ แต่เมื่อจิตเทพที่คลื่นจิตมีกำลังต่ำก็จะขาดการอ่านธรรม แต่หากเป็นการฟังธรรมก็ฟังได้ อาจารย์ก็เลยไปหยิบหนังสือปฐมสมโพธิกถาแล้วเปิดอ่านผ่านๆ และมาหยุดอยู่ที่บทพิมพิลาปปริวรรต ที่พระพุทธเจ้าทรงไปโปรดพระนางพิมพา ทรงตรัสแก่พระสาวกให้พระนางพร่ำรำพันได้ตามกำลังเสน่หา อย่าได้เข้ามาห้าม หลังจากที่ทรงปล่อยให้พระนางรำพันแล้ว ทรงตรัสแก่พระสาวกถึงอดีตชาติของพระนางกับพระองค์ที่ทรงเคยพลัดพรากว่า พระนางยโสธราเทวี มีจิตสนิทเสน่หาสวามิภักดิ์ในตถาคตกาลบัดนี้มิสู้อัศจรรย์ ในกาลก่อนก็ทรงเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน มีจิตสุจริตเสน่หามั่นคงในพระองค์มั่นคงประหนึ่งสิเนรุราชบรรพตในชาติที่ทรงเกิดเป็นกินนร พระนางพิมพายโสธราทรงสดับฟังอมฤตธรรมอันไพเราะ เข้าถึงเหตุแห่งความพลัดพราก ทรงยังจิตพิจารณาตามถึงความไม่เที่ยงแท้ จิตเกิดความปิติยินดีปราโมทย์จนหลุดพ้นจากเครื่องผูกใจ ได้บรรลุถึงความเป็นพระโสดาบัน

ขณะที่อ่านอรรถธรรมนั้น เทวบุตรผู้ได้ยกภพภูมิใหม่ มีจิตน้อมตามพระธรรมคำสอนที่ถ่ายทอดส่งต่อให้ จิตเทวบุตรเกิดความปิติปราโมทย์ ได้ปลดเปลื้องทุกข์จากการตายจากอย่างกระทันหัน ลงไปสู่ความสงบระงับ ปรับตัวและตัดความอาลัยในภพภูมิเดิมได้บ้างแล้ว จากที่อาจารย์ได้ชี้ทางไว้ให้

ธรรมแห่งพระบรมศาสดา ได้ปลดเปลื้องกองทุกข์ให้แก่เวไนยสัตว์ได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยแท้ ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ โอปปาติกะ และเทพ หากได้รับการเกื้อหนุนชี้ทางจากผู้รู้ทาง ย่อมพ้นจากความมืดมิดได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน
...
ผู้หนักแน่นมั่นคงในธรรม และมีครูบาอาจารย์ผู้เมตตาแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตรอันประเสริฐ แม้ยามต้องประสบวิบากหนักจนชีวิตจบสิ้นลง ก็พบกับความลำบากในเวลาไม่นาน ด้วยแสงธรรมนั้นส่องทาง ต่างจากโอปปาติกะที่เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ ก็ใช้ชีวิตอย่างหลงระเริงทั้งๆที่มีความตายให้เห็นเป็นมรณานุสติอยู่ตลอด หากตายก่อนอายุขัย ไม่มีดวงจิตผู้ใดอุ้มชูก็ทำให้กลายเป็นวิญญาณร่อนเร่พเนจร ต้องพบกับวิบากภัยไม่จบสิ้นเหมือนคนติดคุกมืดยาวนาน เมื่อถึงเวลาตามอายุขัยตนแล้ว หากไม่มีบุญติดตัวก็จะลงไปสู่ภพภูมินรกหรือไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน จนกว่าจะสิ้นกรรมแล้วก็เวียนเกิดอยู่ในวัฏฏะไม่จบสิ้น

วงจรแห่งทุกข์ก็เป็นเช่นนี้แล
….
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
5 มกราคม 2558
....
หมายเหตุ : ธรรมบทนี้เขียนเป็นธรรมทานเพื่อความเข้าใจวิถีโอปปาติกะและเตือนมิให้ประมาทในชีวิต ขอมิให้มีผู้ใดเอ่ยนามถึงผู้ตายที่คิดว่าตนรู้จัก เพื่อการให้เกียรติแก่ดวงจิตดวงนั้นๆ
Visitors: 116,667