'ปีใหม่เค้าท์ดาวน์ ส่งผลอย่างไรทางธรรม' ธรรมในข้ามห้วง อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

"ปีใหม่เค้าท์ดาวน์ ส่งผลอย่างไรทางธรรม"
ธรรมในข้ามห้วง
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
.......



ช่วงเวลาที่คนทั้งโลกจะมีความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกันได้มากที่สุด มีอยู่ช่วงเดียวคือ การนับถอยหลังขึ้นสู่ปีใหม่ หรือ countdown
ลองมาดูว่า การเค้าท์ดาวน์แบบโลกๆ ส่งผลอย่างไรในทางธรรม


จากการได้มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศในทุกทวีปในโลกยกเว้นขั้วโลกเหนือ ทำให้อาจารย์ตระหนักว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าที่ไหนมีวัฒนธรรมอย่างไรพื้นฐานทางจิตใจก็หนีไม่พ้นการมีความโลภ โกรธ หลง การมีความรัก ความกลัวและความชิงชัง แม้จะต่างกันทางรูปพรรณสัณฐานอารมณ์เหล่านี้อัดแน่นอยู่ในจิตยากจะถอดถอน ในแต่ละวันแต่ละคนก็ผลิตอารมณ์ต่างๆมากมายเป็นคลื่นออกมาสู่โลกเป็นพลังงานชั้นละเอียดที่มีผลแก่โลกมาก..... อารมณ์รักชนกับชัง อารมณ์ชังชนกับโลภ อารมณ์โกรธชนกับหลง เพราะมีหลงจึงมีโกรธ หากไม่หลงก็ไม่โกรธ กระแสจิตที่ถูกส่งออกมาสับสนชนและทำปฏิกริยาต่อกันมหาศาล หากมีเครื่องมือใดสามารถจับคลื่น Vibration ที่ถูกส่งออกมาจากจิตมนุษย์ เราคงได้ตกตะลึงว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างปฏิกริยาออกสู่โลกขนาดนี้เทียวหรือ

ในอารมณ์ที่ส่งออก จะมีกี่ช่วงเวลานาทีที่คนจำนวนมหาศาลในโลกจะมีอารมณ์พุ่งไปในทิศทางเดียวกันในห้วงเวลาเดียวกัน เห็นจะมีแค่เวลาช่วงเดียวเท่านั้นคือ ห้วงนาทีแห่งการเปลี่ยนจากปีเก่าขึ้นสู่ปีใหม่ โดยมี Act หรือการลงมือสำคัญเป็นตัวเพิ่มปฏิกิริยาทางจิต….นั่นคือ ช่วง 10 วินาทีของการนับถอยหลังเพื่อขึ้นสู่ปีใหม่ตามเข็มนาฬิกา
.....10 ,9,8,7, 6, 5,4,3,2,1… Happy new year!

ณ เวลาที่เสียงนับกระหึ่มก้องจบลงมาที่เลข 1 แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปด้วยคำว่า Happy New Year
อารมณ์ที่ถูกผลักออกมาเหมือนการส่งกระสวยอวกาศก็ไม่ปาน พลังความสุขที่ถูกอัดออกมา มีพลังพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศไปถึงดวงจันทร์เลยทีเดียว อาจารย์สัมผัสกระแสพลังงานนั้นได้จนรู้สึกทึ่งถึงพลังแห่งการรวมกระแสจิตที่ออกมาผ่านปฏิกริยาแบบโลกๆ

กระแสนั้นไม่บางเบาในแบบของการแผ่เมตตา แต่เป็นกระแสที่แรงเหมือนแรงอัดก๊าซที่มีกำลังพุ่งทะลุขึ้นไปช่วงสั้นๆ แล้วทิ้งค้างอยู่ชั่วขณะนึงแล้วค่อยๆ จางหายไป เหมือนเอาก๊าซดรายไอซ์ยิงขึ้นไปแล้วก็ละลายร่วงลงมา
แม้จะเป็นช่วงที่สั้นมาก แต่ก็มีพลังพอที่จะปรับเปลี่ยนขั้วพลังงานลบที่สะสมมาเนิ่นนาน 365 วัน ให้โลกมีความสงบและมีคลื่นที่เย็นลงได้ช่วงเวลาหนึ่ง โลกได้รับการเยียวยาจากพลังงานที่เหล่ามนุษย์ส่งผ่านไปทำลายความสมดุลย์ ด้วยพลังความสุขที่คนทั้งโลกผนึกกำลังกันแบบไม่รู้ตัว เป็นการผนึกกำลังโดยไม่ต้องมีใครไปขอร้องหรือไปสั่งใคร มันเป็นปฏิกริยาการสร้างสมดุลย์ทางธรรมชาติ

หากจะมีอะไรที่ผิดก็ผิดตรงที่ ใน 365 วัน เรามีช่วงเวลาแห่งการผนึกกำลังของคนทั้งโลกได้เพียง 10 วินาที! แล้วโลกจะไม่ถึงกาลปาวสานได้อย่างไรในเมื่อช่วงเวลาของการผนึกกำลังส่งกระแสเย็น ช่างสั้นเหลือเกิน

..

ในเวลาของการเคาท์ดาวน์ จริงอยู่ที่บางคนก็เมามายดื่มกันตั้งแต่ต้นคืน แต่พอถึงช่วงเวลานั้น ความมึนเมาถูกกดลงไปชั่วขณะเพื่อรอนาทีแห่งการนับถอยหลัง และในแต่ละประเทศที่มีไทม์โซนต่างกัน แม้ว่าประเทศไหนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะฉลองไปก่อน แต่อารมณ์นั้นก็ยังทิ้งค้างอยู่ในอากาศ และในเวลาถัดมาก็มีคลื่นลูกต่อๆมา เข้ามาเชื่อมกับกระแสนั้นเกิดเป็นขุมพลังงานแห่งความสุข ทำให้พลังบวกหรือกระแสเย็นมีกำลังยิ่งขึ้น อาจารย์ใช้คำว่ากระแสเย็น ไม่ได้ใช้คำว่า "สว่าง" เพราะเย็นไม่จำเป็นต้องสว่าง แต่หากเป็นกระแสเย็นด้วยเมตตาธรรม จะสว่างด้วยและเย็นด้วย เมื่อไม่สว่างก็ไม่มีปัญญาจึงได้แต่รู้สึกมีความสุข.....แม้ความสุขนี้จะเจือปนไปด้วยความลุ่มหลง ไม่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ในโลก ไม่สามารถเข้ามาสู่ข่ายของการหลุดพ้นได้ การณ์ใดที่ทำให้คนทั้งโลกมีห้วงนาทีแห่งความสุข เป็นกำลังใจให้ชีวิตเดินต่อไปได้ ทำให้โลกเย็นลงได้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องปฏิเสธหรือทำตัวขวางโลก

อาจารย์ไม่ได้สนับสนุนให้นักภาวนาไปจัดงานเคาท์ดาวน์นะ อย่าเพิ่งเตรียมวางแผนปีหน้า

แต่ละคนมีพื้นฐานและทางที่ต่างกัน แต่แม้จะมีความต่างอันใดที่จะเกื้อหนุนผู้ที่ยังมิอาจเข้ามาสู่ข่ายธรรมขั้นสูง เราก็มิพึงไปต่อต้านหรือไปมองว่าเขาด้อยปัญญา ตรงกันข้ามหากเราใช้ความเข้าใจกระแสพลังงานในระดับละเอียด และร่วมส่งกระแสดีๆ ไปผนึกกำลังให้ด้วย จะดีกว่าที่จะไปค่อนขอดว่า " เหรอ... เคาน์ดาวน์น่ะหรือ?!?" แล้วก็ทิ้งร่องรอยไว้ให้คนไปเพิ่มคำค่อนขอดกันต่อ

ธรรมะไม่ได้สอนให้เราขวางโลก แต่สอนให้เราอยู่กับโลกด้วยความเข้าใจ เคารพในความต่างและแสดงมุมแห่งปัญญาให้เขายอมรับในเหตุและผล

สำหรับนักภาวนา เราไม่ต้องไปรอเคาน์ดาวน์กับเขาด้วยหรอก เพียงแต่พอถึงวันที่ 31 ธันวาคม ภาวนาแล้วก็ส่งกระแสเมตตาจิตส่งความรักความปรารถนาดีฝากไว้ในกระแส เหมือนเป็นการใส่พลังงานนำร่องไว้ก่อน
..
บทความนี้อาจจะเขียนช้าไปนิด แต่ที่นึกอยากเขียนก็มีเหตุหลายอย่าง เหตุประการนึงก็เพราะได้เห็นภาพพลุไฟตระการตาของประเทศออสเตรเลีย ก็ต้องยอมรับว่ามันยิ่งใหญ่มาก เลยถามลูกว่า “หนูรู้มั้ยว่าทำไมประเทศออสเตรเลียเขาต้องจุดพลุไฟยิ่งใหญ่
อลังการขนาดนั้น” ....เด็กๆ ตอบว่า “ก็มันสวยดี”

“มันไม่ใช่แค่สวยดีหรอกลูก แต่เขาใช้โอกาสนี้โปรโมทประเทศเขาด้วย ทีวีและสื่อต่างๆ ก็ถ่ายทอดภาพนี้ให้ชมทั่วโลก ใครๆ ก็ได้เห็นสัญลักษณ์ประเทศและความยิ่งใหญ่อลังการของงานเคาน์ดาวน์ของเขา แล้วผลที่ตามมาก็คือคนจะบอกว่า อยากไปประเทศนี้จัง” .....การณ์นี้ต่างกับที่เราไปจัดแสงสีและไฟที่วัดอรุณราชวราราม เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว ลำพังจัดแสงสีเพื่อโชว์ความวิจิตรของพระปรางค์ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ขนาดเอาวงออเครสตร้าไปตั้งในวัด นี่ก็ไม่เหมาะ เพราะวัดเป็นที่พึงให้คนมีความสำรวมและปลอดจากสิ่งมึนเมา งานวัดโบราณเขาก็จัดนอกรั้ววัด แต่นี่ตั้งวงเล่นกันแทบจะที่ปลายบันไดพระปรางค์ การจะทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงรากฐานและความเหมาะสม ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม

เมื่อพูดถึงเคาน์ดาวน์แล้ว อาจารย์มักถูกขอร้องแกมบังคับกลายๆให้อยู่ดึกเคาน์ดาวน์กับเด็กๆ ในงานเลี้ยงที่สถานที่ๆไปพักผ่อนกับครอบครัว ก็มักอยู่ได้บ้างบางปีเพราะส่วนใหญ่ทนง่วงไม่ไหว ปีนึงก็ไปประเทศที่เขาใช้ภาษาฝรั่งเศสนับ ฟังแล้วก็แปลกหูและก็ไพเราะดีเหมือนกัน เขานับถอยหลังจากสิบถึงหนึ่งดังนี้ว่า

ดีซ เนิฟ วิท แซท ซีส แซงค์ การ์ทร ทวา เดอ อัง …บอน นานเน่! (สวัสดีปีใหม่)
Dix Neuf Huite Six Cinq Quatre Trois Deux Un… Bonne Année!

จากนั้นต่างก็หันตัวรอบทิศไปอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน ทั่วทั้งบริเวณมีแต่รอยยิ้มและความสุขอบอวลไปหมด บางคนที่มีอาการมึนเมาก็กระโดดลงไปในสระน้ำทั้งๆ ชุดงานเลี้ยงเต็มยศนั่นแหละ

ใครจะลองซ้อมนับถอยหลังเป็นภาษาฝรั่งเศสสำหรับเคาท์ดาวน์ปีหน้าก็แล้วแต่ความสบายใจ
ขอให้มีความสุขตลอดปี
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
1 มกราคม 2558
......
Visitors: 121,181