ผู้ประสบภัยจากตาที่สาม

 ผู้ประสบภัยจากตาที่สาม




ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอวิชชาโดยตรง อวิชชาคือมีความไม่รู้แจ้งเห็นจริง เพราะถูกลวงจึงไม่รู้แจ้ง เกิดเป็นสภาวะอวิชชา (อ้างอิงมาจากหนังสือ ฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 2 บทที่40 ข้าพเจ้าได้เห็นโทษภัยและหายนะของอวิชชาแล้ว อภิญญาตาที่สามเป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อภพชาติจริงๆ จึงตั้งใจเขียนเรื่องนี้เพื่อเป็นธรรมทาน
.
จุดเปลี่ยนของชีวิต
ในปี พ.ศ. 2558 ข้าพเจ้าได้เข้าคอร์สวิปัสสนากรรมฐานที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง (ไม่ใช่ที่เตโชธรรมสถาน) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการปฏิบัติ
ในวันที่สี่ เริ่มรับกรรมฐานเรียนวิปัสสนา โดยจิตสำรวจดูเวทนาตามร่างกาย
ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการปฏิบัติวิปัสสนาทางสายนี้ ถูกจริตมาก รู้สึกจิตเคลื่อนตัวเร็ว ขึ้นไปตามร่างกาย
.
เย็นวันช่วงท้ายๆ ของคอร์ส คือแค่ใช้จิตสำรวจไปตามร่างกายจากภายใน ก็ได้เกิดมีสภาวธรรมเกิดขึ้น คือ ข้าพเจ้ารู้สึกจิตของตัวเอง หมุนตัวเอง พยายามฝืนแต่ก็ไม่สามารถฝืนได้ รู้สึกมึนเล็กน้อย แต่ก็ไม่สนใจ จนจิตหยุดหมุนเอง แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างค่อยๆลอยขึ้นมา จากตรงบริเวณหัวใจ มาอยู่ตรงกลางหน้าผากของข้าพเจ้า มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ ทำให้ ข้าพเจ้ารู้สึกตึงๆ ตรงบริเวณกลางหน้าผากทันที ข้าพเจ้าได้เกิดความสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร แต่ก็ไม่ได้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาในเรื่องสภาวธรรมที่เกิดขึ้น
จนในคืนนั้นข้าพเจ้าก็กลับมาปฏิบัติต่อที่เรือนนอน และได้เกิดสภาวธรรมเกิดขึ้นอีก
..
ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีลูกแก้วขนาดใหญ่ เท่าส้มกลิ้งอยู่ในแขนทั้งสองของข้าพเจ้า ลูกแก้วนั้นมีแสงสีขาวสว่างในตัว เวลาข้าพเจ้าหายใจเข้า ลูกแก้วนั้นก็จะวิ่งเข้ามาตรงบริเวณต้นแขน หายใจออกลูกแก้วก็จะวิ่งไปที่ฝ่ามือ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจจนถอนภาวนาและหลับไป วันที่ 8 ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงการบีบหดตัวลงของกระดูกตรงบริเวณซี่โครง ค่อยๆหด แล้วคลายออก แล้วข้าพเจ้าก็ขยับตัวไม่ได้ รู้สึกตัวแข็งเป็นหิน ขณะนั้นข้าพเจ้ารู้สึกกลัวมาก จนน้ำตาไหล ต้องนั่งตัวแข็งอย่างนั้นเกือบชั่วโมงถึงคลายออก และในช่วงค่ำก่อนข้าพเจ้าจะเข้านอนได้รู้สึกว่า มีบางสิ่งขยับอยู่ตรงบริเวณ ตรงกลางหน้าผาก พอใช้จิตสำรวจดูว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร ข้าพเจ้าตกใจมาก เพราะตอนนี้ข้าพเจ้ามีอวัยวะใหม่ปรากฏขึ้นมาในสังขาร ซึ่งอยู่ตรงกลางหน้าผากด้านใน ซึ่งกำลังขยับเปิดปิดอยู่คือ เจ้าสิ่งนี้จะเปิดออกเมื่อข้าพเจ้าหายใจออก และจะปิดลงเมื่อข้าพเจ้าหายใจเข้า คล้ายเหงือกปลานั่นเอง
..
ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าเดี๋ยวก็หายไปเองไม่ต้องสนใจ พอปิดไฟจะเข้านอน เจ้าสิ่งนี้กลับขยับตัวเปิดปิดชัดขึ้น จนทำให้รบกวนการนอนหลับ เพราะเวลาเปิดออก จะทำให้ไปชนกับสมองส่วนหน้า จนทำให้สมองตื่นตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกง่วงนอน ไม่สามารถนอนหลับได้ต้องทนจนถึงเช้า ซึ่งทำให้รู้สึกเครียดและทรมานอย่างมาก แต่เมื่อได้เวลาไปภาวนาช่วงเช้า กลับไม่มีอาการปวดหัวเพราะการอดนอนเลย ข้าพเจ้ารีบคิดหาทางแก้โดยการไปปรึกษา
อาจารย์ผู้ช่วยแต่ก็ไม่เป็นผล ข้าพเจ้ารู้เพียงว่าเจ้าสิ่งนี้คืออวิชชา แต่ในขณะนั้นข้าพเจ้าไม่สนว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร แค่อยากกลับมาเป็นปกติดังเดิม ไม่อยากเป็นตัวประหลาด จนในที่สุดขณะที่ข้าพเจ้าร้องไห้คนเดียวอยู่ในห้อง และได้ตั้งจิตอธิฐานถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้ข้าพเจ้าได้มีวาสนาเจอผู้มีบุญบารมี มาช่วยให้หลุดพ้นจากทุกข์นี้ด้วยเทอญ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ร้องไห้แทบจะขาดใจ จิตของข้าพเจ้ารู้สึกทุกข์มาก ข้าพเจ้าได้แต่คิดถึงพ่อกับแม่ และคนที่ข้าพเจ้ารัก
.
แล้วทันใดนั้น เจ้าสิ่งที่อยู่ตรงกลางหน้าผากนี้ก็ค่อยๆลอยลงมาเข้ามารวมกับหัวใจของข้าพเจ้า เสียงดังป๊อก แล้วข้าพเจ้าก็กลับมาเป็นปกติดังเดิม ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ข้าพเจ้าไม่เป็นตัวประหลาดอีกต่อไป และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวตาที่สามของข้าพเจ้า
หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้พยายามหาหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องตาที่สามมาอ่านเพื่อคิดหาทางแก้ แต่หนังสือที่ข้าพเจ้าหามาอ่านนั้น คนเขียนคือ คนมีอภิญญาตาที่สาม ดังนั้นสิ่งที่เขาเขียนจึงมีแต่ให้ฝึกนั่งสมาธิเพื่อให้มีตาที่สามและให้มีอภิญญาอื่น เช่น มีทิพยจักษุ มีหูทิพย์เป็นต้น ซึ่งเป็นทางโลกียะไม่ใช่ทางหลุดพ้น
ในตอนแรกที่อ่านนั้น ก็เกือบลองนั่งปฏิบัติตาม แต่โชคดีที่คุณสามีได้ห้ามปรามไว้ และข้าพเจ้าก็ไม่อ่านอีกเลย
.
ถึงแม้ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วแต่ใจของข้าพเจ้า ได้หันเหไปในเรื่องของอภิญญาโดยเฉพาะอภิญญาในการรักษาคน ข้าพเจ้าหัดเรียนรู้เองไม่เคยไปเรียนจากที่ไหน โดยเริ่มเรียนรู้จากการรักษาให้คนใกล้ชิดก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาการเส้นตึง,ปวดหัว,ปวดท้อง เป็นต้น เมื่อข้าพเจ้าได้ลองรักษาคนได้ ข้าพเจ้าก็จะอยากรักษาคนอื่นๆไปเรื่อยๆ จิตเรานั้นก็ยิ่งพอใจและอยากให้คนมาชื่นชม เรียกได้ว่าอยากเป็นผู้วิเศษนั่นเอง เพราะข้าพเจ้าคิดว่าการมีตาที่สามนั้นดีเพราะสามารถได้ช่วยให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์
แต่แล้ววันหนึ่ง สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ข้าพเจ้าได้ไปรักษาให้กับคนใกล้ชิดที่กำลังป่วยเป็นทอมซิลอักเสบ ซึ่งก็ได้ช่วยรักษาจน เขาหายจากโรคนี้ แต่ข้าพเจ้ากลับมาป่วยเป็นโรคทอมซิลอักเสบแทน ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยป่วยหนักเช่นนี้มาก่อน ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ ไม่มีเรี่ยวแรง หลังจากนั้นก็ไม่กล้าไปรักษาให้ใครอีกเลย ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึงโทษภัยการใช้พลังจากอภิญญาตาที่สามมากยิ่งขึ้น ทำให้รู้ว่าการส่งจิตออกไปนั้นเป็นอันตรายอย่างมาก
.
นอกจากนี้การที่มีตาที่สามมาฝังแฝง สิ่งที่ส่งผลกระทบอื่นๆตามมาอีก คือ เมื่อข้าพเจ้าต้องเข้าสังคม เจอคนแปลกหน้าหรืออยู่ในที่ๆคนเยอะๆ ข้าพเจ้าจะลืมตาไม่ขึ้น เปลือกตาบนจะค่อยๆเคลื่อนปิดเองจนทำให้ไม่สามารถสบตากับคนที่เรากำลังคุยได้ พยายามลืมตาก็จะลืมไม่ขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุ และในบางครั้งก็ยังทำให้ข้าพเจ้าพูดผิดๆถูกๆ จนทำให้ไม่มีใครอยากคุยกับข้าพเจ้า นอกจากนี้ ตาของข้าพเจ้านั้นจะเห็นเป็นภาพซ้อนโดยเฉพาะในเวลาขับรถ จะเห็นรถคันเดียวกันแต่เห็นเป็นรถสองคัน ซึ่งอันตรายมาก เมื่อไปตรวจเช็คสายตาตามโรงพยาบาลและคลินิกก็หาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งทำให้รู้สึก ทุกข์ใจเรื่องนี้มาก จนข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐานจึงทราบว่า
อาการดังกล่าวเกิดจากรากตาที่สามนั่นเอง
.
หลังจากที่ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการตาที่สาม ข้าพเจ้าก็ได้เจอกัลญาณมิตรท่านหนึ่ง ได้ชักชวนให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติธรรม ที่เตโชวิปัสสนากรรมฐาน ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ได้เมตตาช่วยถอนมนต์สามตาให้กับข้าพเจ้า และได้บอกวิธีปฏิบัติตนเพื่อให้ถอนรากตาที่สามให้หมดไป
..
คอร์สแรก
ข้าพเจ้าก็ได้ปฏิบัติไปโดยที่ตาที่สาม ก็ได้ทำหน้าที่เพ่งไปพร้อมกับข้าพเจ้าด้วยโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ปฏิบัติไปได้เร็วมาก เมื่อข้าพเจ้าไปสอบอารมณ์ กับท่านอาจารย์ข้าพเจ้ารู้สึกถึง ตาที่สามที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆเท่าเม็ดถั่วเขียว ก็สั่นกลัว จนมีผลทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถรายงานสภาวธรรมได้ละเอียด ทำให้พูดวกไปวนมา จนข้าพเจ้าก็แปลกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น โดยที่ข้าพเจ้าไม่สามารถควบคุมได้เลย
.
ท่านอาจารย์ได้เมตตาบอกว่าสิ่งที่ฝังแฝงในตัวข้าพเจ้านั้นคือ ตาที่สาม (เป็นกิเลสมาร) นั่นเอง ซึ่งในขณะที่ข้าพเจ้ายังถูกฝังแฝงนั้น ข้าพเจ้าดูมีความเชื่อมั่นมาก และจิตยังมีความแข็งกระด้างอยู่
ท่านอาจารย์ยังได้เมตตาเทศน์ถึงโทษภัยของตาที่สามให้กับข้าพเจ้าเพื่อจะได้ไม่ถูกลวงอีก นอกจากนี้ท่านอาจารย์ยังได้เตือนเรื่องห้ามซื้อหนังสือเกี่ยวกับอภิญญามาอ่านเด็ดขาด และยังได้กำชับให้ข้าพเจ้าระวังเรื่องอายตนะ โดยเฉพาะเรื่องการจ้องตากับคนอื่น อีกด้วย
และท่านได้บอกว่า ดวงจิตพระแม่กวนอิมได้ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยเหลือศิษย์
.
นอกจากนี้ยังได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คือ ระหว่างที่ข้าพเจ้าได้นั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และกำลังแผ่เมตตาอยู่นั้น ทันใดนั้น ตาที่สามได้ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างจากเม็ดกลมๆ ค่อยๆยืดออกเป็นแนวตั้งแล้ว ยืดขยายเป็นแนวนอน แล้วทันใดนั้นก็ปล่อยลำแสงออกมาจากตรงกลางหน้าผาก เป็นลำแสงสีเหลืองทอง โดยจะส่องไปตามที่ข้าพเจ้าได้แผ่เมตตาไปให้ เมื่อเล่าสภาวธรรมน ท่านอาจารย์ได้เมตตาแผ่พลังเตโชมาให้กับข้าพเจ้า จนทำให้ตาที่สามนั้นค่อยๆเล็กลงกลับคืนสู่เม็ดถั่วเขียวอันเล็กแล้วเลื้อยหลบลงไปในตัวข้าพเจ้าทันที ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงพลังเตโชที่ท่านอาจารย์แผ่มาให้ข้าพเจ้านั้นเป็นลำแสงสีแดงสว่างมาก และเป็นพลังความร้อนมหาศาลที่สามารถไปเผารากตาที่สามให้เลื้อยหนีหัวซุกหัวซุนเลยทีเดียว
.
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกมีอาการตึงบริเวณหน้าผากอีก ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในพระคุณ ที่ท่านอาจารย์ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้เป็นอย่างมาก มิฉะนั้น ตาที่สามก็อาจจะเพิ่มกำลังขึ้นจนเปลี่ยนรูปร่าง เป็นอย่างอื่นที่ทวีความรุนแรงอีกเป็นแน่ ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นภัยอันตรายต่อภพชาติ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็สามารถปฏิบัติภาวนาได้ตามปกติ หลังออกจากคอร์สข้าพเจ้าก็ได้นำหนังสือเล่มนั้นไปเผาทิ้ง และไม่สนใจเรื่องอภิญญาอีก
..
คอร์สที่สอง
ท่านอาจารย์ได้เมตตาช่วยแผ่พลังเตโชมาเผารากตาที่สามให้กับข้าพเจ้าอีกครั้ง ซึ่งพลังเตโชจา ข้าพเจ้ารู้สึกถึงรากตาที่สาม เลื้อยออกตามหลังและมือเร็วมาก รากตาที่สามนี้จะมีลักษณะคล้ายรากไม้ เลื้อยอยู่ในตัวของข้าพเจ้าในขณะภาวนา ขนาดความกว้างของรากตาที่สามนั้นมีทั้งขนาดเท่าสายไฟ และในบางครั้งก็ขนาดเท่านิ้วคน ส่วนความยาวนั้นไม่สามารถบอกได้ว่ายาวแค่ไหน เพราะรากตาที่สามนั้นได้ถูกฝังอยู่ตามร่างกาย ของข้าพเจ้าแทบทุกส่วนเลยก็ว่าได้ ไม่เว้นแม้แต่เปลือกตาและปากของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าตาที่สามเป็นผู้บังคับให้ข้าพเจ้านั้นลืมตาไม่ขึ้น และเห็นภาพซ้อนนั้นเอง และยังสามารถบังคับให้ข้าพเจ้าพูดผิดๆถูกๆอีกด้วย
.
ความจริงทุกอย่างเริ่มเปิดเผยออกมาในคอร์สนี้นั่นเอง ในขณะที่รากตาที่สามเลื้อยออกไปตามหลังและมือนั้นก็ได้เกิดเวทนาขึ้นที่บริเวณทั้งแผ่นหลัง ซึ่งเป็นเวทนาที่เจ็บเข้าไปถึงกระดูก รู้สึกเหมือนกระดูกซี่โครงข้างหลัง จะเคลื่อนทะลุหนังขึ้นมาสร้างความเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าต้องใช้ขันติอย่างมากต่อความร้อนทั้งตัวและเวทนาที่หลัง จนหมดชั่วโมง ท่านอาจารย์ได้เมตตาบอกว่าที่ข้าพเจ้ามีตาที่สามนั้น เพราะอดีตชาติ ข้าพเจ้าเคยเป็นร่างทรงตามศาลเจ้ามาก่อน จึงทำให้มีตาที่สามฝังแฝงติดตัวมาด้วย ท่านอาจารย์ยังได้เตือนข้าพเจ้าว่าอย่าไปในที่ที่มีศาลเจ้า( ที่มีการเข้าทรง) หรือในสถานที่ที่มีพวกเทพ ฮินดูอยู่เด็ดขาด เพราะอาจจะถูกฝังแฝงได้ง่าย
.
วันหนึ่งขณะปฏิบัติข้าพเจ้าได้ใช้จิต ไปคลำสำรวจดูมีบางอย่างอยู่ ตรงกลางสันจมูกของข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าได้ใช้จิตไปกดดูว่าคืออะไร ทันใดนั้นรากตาที่สามที่กระจายอยู่ตามตัวของข้าพเจ้าก็หดเข้ามาตรงที่ข้าพเจ้ากดลงไป ซึ่งเหมือนเวลากดเก็บสายไฟของเครื่องดูดฝุ่นนั่นเอง ข้าพเจ้าจึงทราบว่าเจ้าสิ่งนี้คือตาที่สาม จากที่ข้าพเจ้าได้ใช้จิตไปสัมผัสนั้น ทำให้ทราบว่า ตาที่สามหลังจากโดนพลังเตโชจากท่านอาจารย์เผานั้น มีลักษณะเหมือนถุงน้ำแฟบๆ สีดำ นอนหมดฤทธิ์อยู่ตรงกลางสันจมูกด้านในของข้าพเจ้า
.
คอร์สที่สาม
ท่านอาจารย์ได้มีคำแนะนำเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อช่วยในการถอนรากตาที่สาม นั่นคือ การเพ่งน้ำเดือด
ในวันที่สองของการปฏิบัติ ข้าพเจ้าได้เพ่งน้ำเดือดเป็นครั้งแรกโดย เพ่งประมาณ15นาที ขณะที่กำลังเพ่งอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็เห็นควันสีเทาดำลอยขึ้นมาเหนือน้ำที่กำลังเดือดอยู่ แล้วทันใดนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นน้ำเดือดที่เดือดปุดขึ้นมานั้นเป็นรูปหัวกะโหลกคนบ้าง และรูปหน้าคนกำลังกรีดร้องบ้าง ซึ่งในตอนแรกข้าพเจ้านึกว่าคงตาฝาดไป แต่เมื่อวันถัดมาข้าพเจ้าได้เพ่งน้ำเดือดอีก คราวนี้ ก็ยังคงเห็นควันสีเทาดำนั้นแต่จางลง และเห็นแต่เพียงหัวกะโหลกเท่านั้นแต่ไม่เยอะเท่าวันแรกที่เพ่งน้ำเดือด ทำให้ทราบว่าน่าจะเป็นมนต์สามตา ที่ถูกพลังน้ำเดือดนี้ดูดชะล้างออกไปนั่นเอง จนทำให้รู้สึกเบาและโล่งหัวมากยิ่งขึ้น การเพ่งน้ำเดือดนี้มีประโยชน์ช่วยในการถอนมนต์สามตาอีกด้วย
(การเพ่งน้ำเดือด ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติเตโชวิปัสสนา แต่เป็นวิธีการช่วยถอนรากตาที่สาม และมนต์คุณไสย์ทั้งหลาย - ท่านอาจารย์)
.
ในวันที่สี่ และวันที่ห้าของการปฏิบัติ ท่านอาจารย์ให้ข้าพเจ้าเพิ่มการเพ่งน้ำเดือดเป็น 2 เวลา คือเช้า-เย็น ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นควันและหัวกะโหลกอีก มีแต่รู้สึกถึงรากตาที่สามกำลังเลื้อยจากบริเวณขาค่อยๆเลื้อยขึ้นมาที่หลังและหัวตามลำดับ แล้วมารวมกันที่บริเวณตรงกลางหน้าผากหรือตรงบริเวณตาที่สาม นั่นเอง เมื่อข้าพเจ้าได้ไปนั่งปฏิบัติภาวนา ถึงทราบว่า ได้เผาทั้งรากตาที่สามและต้นตอพร้อมกัน จึงทำให้เผาได้เร็วยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ข้าพเจ้าจึงรู้สึกตัวเบาขึ้นกว่าวันแรกที่มา
.
หลังจากออกจากคอร์สที่สาม ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามที่ท่านอาจารย์สั่งอย่างเคร่งครัดคือ เพ่งน้ำเดือดวันละ 2 ครั้ง ใน 5 วัน และสวดพระคาถาชินบัญชร 9 จบทุกวัน จบครบ 15 วัน แล้วหลังจากนั้น ให้ปรับการเพ่งน้ำ ลดลงมาเหลือ สอง วัน เว้น สอง วัน ครั้งละ 10 นาที เพราะการเพ่งน้ำนานเกินไปกายจะเสื่อมเร็วขึ้น และให้สวดพระคาถาชินบัญชร ตามที่ท่านอาจารย์สั่ง อาการที่มีปัญหาที่ตานั้นก็ดีขึ้นเรื่อยมา จนข้าพเจ้าสามารถเข้าสังคมได้อย่างปกติ และไม่พูดผิดอีก ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
.
คอร์สที่สี่
นี้ถือเป็นคอร์ส LastWin ข้าพเจ้าได้ตั้งใจเพียรให้มากขึ้น นอกจากนี้ข้าพเจ้าได้ขอท่านอาจารย์เพ่งน้ำเดือด เพื่อให้ถอนรากตาที่สามต่อเนื่อง ข้าพเจ้าได้มีความรู้สึกว่ามีบางอย่าง ออกมาจากตรงกลางหน้าผากของข้าพเจ้า แล้วค่อยๆเคลื่อนออกมาที่ฝ่ามือ ที่กำลังเพ่งอยู่นั่นเอง ทันใดนั้น ได้เกิดพลังงานไดนามิคเป็นพลังงานความร้อนรอบๆตัวของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็สัมผัสได้ถึงพลังเตโชได้เข้าไปเผาตามกระดูกแขน และกระดูกข้างหลังของข้าพเจ้า และตรงกลางหน้าผากก็ยังมีรูกลมเล็ก มีความร้อนออกมาเวลาเพ่งอีกด้วย เมื่อสอบถามท่านอาจารย์จึงทราบว่าข้าพเจ้าได้ถอนตาที่สาม (อันที่เป็นหลัก)ได้แล้ว แต่ก็ยังมีพวกรากเล็กน้อย หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ข้าพเจ้าทำได้สำเร็จ
.
ข้าพเจ้าได้เห็นโทษภัยและหายนะของอวิชชาแล้ว อภิญญาตาที่สามเป็นสิ่งที่เป็นภัย ต่อภพชาติจริงๆ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจเขียนเรื่องนี้เพื่อเป็นธรรมทาน และไม่อยากให้ผู้อื่นต้องมาประสบเหตุการณ์นี้เหมือนข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอฝากประสบการณ์นี้เพื่อเป็นธรรมทานแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ทุกท่าน ให้ได้เห็นทุกข์และโทษภัยจากการมีอภิญญาตาที่สาม ว่าอภิญญาทั้งหลาย นั้นล้วนเป็นวิถีทางโลกียะซึ่งจะนำไปสู่ความทุกข์ทั้งปวง หนทางแห่งแสงสว่าง ที่จะพาไปสู่ทางหลุดพ้นได้นั้นคือหนทางโลกุตรธรรม ซึ่งท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกลได้เขียนไว้ในหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมเล่ม2 นี้แล้ว ขอผู้มีวาสนาและผู้ปรารถนานิพพาน ได้เปิดใจและได้อ่านคัมภีร์เอกอุนี้ แล้วท่านจะรู้ว่าฆราวาสนั้นสามารถบรรลุธรรมได้จริง
...
ความรู้เพิ่มเติมจากท่านอาจารย์ : ใช้ว่าผู้ปฏิบัติวิปัสสนาทุกคนจะเจอรากตาที่สามฝังแฝง
การที่ผู้ใดจะประสบภัยเช่นนี้ได้ เกิดจากกรรมพัวพันในอดีต ที่เคยไปข้องเกี่ยวหรือเป็นสะพานเชื่อมจิตให้กิเลสมารใช้ร่างของตนเอง ทั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และด้วยความอยากมีอภิญญา และหากเป็นผลจากปัจจุบัน จะเกิดจากการแสวงอภิญญา อยากมีคุณวิเศษ ที่ไม่ได้เกิดจากการเคี่ยวกรำจิตด้วยวิปัสสนากรรมฐาน จึงทำให้ตนกลายเป็นเหยื่อกิเลสเหล่านี้การไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน จึงเป็นทางรอดในทุกกรณี

Visitors: 121,181