การเบิกบุญ ทำดีหรือไม่ดี

การเบิกบุญ ทำดีหรือไม่ดี (ตอนแรก+ ตอนจบ)
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล


เมื่อการเบิกบุญและการแก้กรรมระบาด ในฐานะได้สัมผัสเรื่องนี้ในระดับปรมัตถธรรม ข้าพเจ้าก็เลยอยากชี้ทางให้คนอื่น ๆ เข้าใจเรื่องบุญ ในระดับของเหตุผลที่อธิบายได้ในเชิงวิทยาศาสตร์

การเบิกบุญ คือ การเบิกพลังงานผลักดัน

ก่อนจะพูดถึงเรื่องของบุญกรรม เรามาเข้าใจความจริงที่สูงสุดของสรรพสิ่งในจักรวาลก่อนว่า ทุกอย่างในโลกนี้คือ "กระแสพลังงาน" และพลังงานทั้งหมดไม่มีคำว่าสูญหาย มีแต่แปรสภาพ เช่น จากน้ำ กลายเป็นไอน้ำ จากไอน้ำ ก็ตกลงมาเป็นฝน นี่คือความจริงที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ และผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนก็ได้พบธรรมนี้เช่นเดียวกัน

พลังงานสรุปง่าย ๆ แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1 พลังงานระดับหยาบ ที่สัมผัสหรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าผ่านวัตถุ เช่น พลังงานความร้อนที่สัมผัสได้จากเปลวไฟ หรือความเร็วที่มองเห็นผ่านการเคลื่อนไหวของรถ

ระดับที่ 2 พลังงานระดับละเอียด เช่น ความร้อนที่เกิดจากเตาไมโครเวฟ ที่แผ่ออกมาจากแผ่นเหล็ก หรือความร้อนชื้นในอากาศ

พลังงานระดับหยาบ เป็นพลังงานที่คนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ผ่านเครื่องมือในร่างกาย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่พลังงานระดับละเอียดต้องใช้ความรู้สึกหรือเครื่องมือที่มีความละเอียดมาตรวจจับ เช่น เครื่องวัดความชื้นในอากาศหรือลม เราไม่สามารถมองเห็นลม แต่เราสัมผัสพลังของลมได้

เมื่อวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้า เราก็ใช้ความสามารถในการค้นคว้าวิจัย ดึงพลังงานต่าง ๆ มาแปรสภาพให้เป็นรูปธรรมได้ เช่น การดาวน์โหลดภาพทางอินเตอร์เน็ต กดคลิกเดียวภาพอาหารมาอยู่ในจอคอมพิวเตอร์ได้ ภาพนั้นมาจากไหน มาจากการดึงกระแสพลังงานจากจุดหนึ่ง มาปรากฏที่อีกจุดหนึ่ง

สรุปรวม สิ่งที่คนในอดีตไม่คิดว่าโลกแบบนี้จะมีจริง ก็มีขึ้นได้จริงเพราะเราได้พัฒนาเครื่องรับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องของจิตก็เช่นเดียวกัน จิตเป็นกระแสพลังงาน ก็ตั้งอยู่ในกฎของพลังงาน จิตมีทั้งเป็นกระแสพลังงานหยาบและพลังงานละเอียด จิตหยาบ คือจิตที่สะสม หมักหมมไปด้วยกิเลส ตัณหา ด้วยการปรุงแต่ง โลภ โกรธ หลง เมื่อเราดึงกระแสความหยาบเหล่านี้มาสะสมอยู่ในจิตมาก ๆ จิตเราก็กลายเป็นจิตหยาบ จิตหยาบก็ไม่สามารถรับรู้คลื่นพลังงานที่ละเอียดได้ เพราะแรงสั่นสะเทือนคนละชั้นกัน

ส่วนจิตละเอียด คือจิตของผู้ที่ได้ชำระกิเลสตัณหาออกไปบ้าง ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ไปจนถึงระดับสูงสุด ระดับเล็กน้อยคือคนที่มีจิตใจใฝ่กุศล ทำบุญ ไหว้พระสวดมนต์ เรื่อยไปจนถึงคนภาวนาวิปัสสนากรรมฐาน ชำระกิเลสสังขารด้วยความพากเพียร พอเพียรมากขึ้น จิตก็ละเอียดมากขึ้นจนเข้าข่าย "จิตอริยะ" คือ มีอัตราความบริสุทธิ์ระดับหนึ่ง ที่ถึงขีดที่จะไม่หวนคืนไปสู่ความโสมมอีกแล้ว ก็เรียกว่าชั้นโสดาบัน ขีดสุดท้ายอรหันต์ คือ สะอาดจนไม่มีสิ่งใดมาเจือปนอีกแล้ว เป็นจิตว่างคือ ว่างจากกิเลส หรือสูญจากกิเลส และจิตว่างนี้คือ ลักษณะของจิตนิพพาน

คุณสมบัติของจิตละเอียด นอกเหนือจากความว่างแล้ว ยังเป็นจิตที่สามารถรับรู้มิติหรือพลังงานต่าง ๆ ที่มีความถี่ที่ละเอียดมากที่แฝงอยู่ในจักรวาล จนไม่สามารถใช้เครื่องรับธรรมดามาตรวจจับค่าได้ ความสามารถพิเศษนี้เราเรียกว่า "ญาณ"

ที่ร่ายมายาวทั้งหมด ก็เพื่ออยากจะเปลี่ยนนิสัยท่านที่ชอบมองเรื่องเวรกรรม นรกสวรรค์ว่าเป็นเรื่องงมงาย คนที่ชอบพูดแบบนี้คือคนที่จิตหยาบ ไม่เคยภาวนาอะไรเลย แล้วเอาคุณสมบัติหยาบของตนมาตัดสินสิ่งที่ตนเข้าไม่ถึงซึ่งเป็นการชี้นำที่ผิด เช่นเรื่องที่พระพุทธเจ้าไปโปรดสอนพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คนที่บอกว่าเรื่องสวรรค์เป็นเรื่องงมงาย ก็เท่ากับปรามาสคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งใดที่เรายังเข้าไม่ถึง และไม่สามารถปักใจให้เชื่อได้ ก็พึงเก็บความรู้นั้นไว้เป็นข้อสงสัย แต่อย่าไปชี้นำปรามาสความรู้นั้น ๆ ในทันที จะเป็นบาปกรรมติดตัวง่าย ๆ อย่างไม่รู้ตัวเลย

หากอ่านถึงตรงนี้แล้ว ยังไม่ยอมรับในเหตุผล ต้องหยุดอ่านและปิดไปเลย เพราะใจไม่เปิดรับเหตุผลแล้ว อ่านไปก็เสียเวลา เผลอ ๆ มีจิตปรามาสด่าคนเขียนอีก จะโดนเพิ่มไปอีกกระทง ก็อย่าอ่านดีกว่า แต่หากยอมรับในเหตุผลได้แล้ว ทีนี้มาว่ากันเรื่องเบิกบุญต่อ
...
โปรดติดตามตอนที่ 2 (จบ) ในวันพฤหัสที่ 7 กรกฎาคม 2559
...
ที่มา: คัดจากหนังสือ "สิ้นชาติ ขาดภาพ" (รู้แล้วลุย 2) โดย อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล




เมื่อพิจารณาแล้วว่าตนเองท่าจะแย่ บุญคงน้อยด้อยวาสนา ขืนใครชวนเบิกบุญ แล้วเบิกตามเขาด้วย นี่มีซวย 2 ต่อ ต่อที่หนึ่งเบิกแต่เอามาก็ช่วยแก้อะไรไม่ได้ ต่อที่สอง พอเบิกออกไปแล้วเกลี้ยงบัญชี พอดีเจอช่วงวิบากหนักเก่าถาโถมพอดี จะหวังบุญน้อยพอมาเป็นตัวช่วยถ่วงเวลาผัดผ่อนกรรมกันไปก่อน ก็ไม่มีเสียแล้ว ดิ่งเลย

ดังนั้น คนจะเบิกบุญนี่ ต้องรู้แน่ว่า ในชีวิตนี้ตนได้ทําคุณงามความดีอะไรมาบ้าง และควรมีความรู้บ้างว่า บุญที่ตนทํานี่ มีพลังมากน้อยแค่ไหน เช่นทําบุญสุนทาน คืออามิสทาน ให้อานิสงส์น้อย หากหมั่นรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก็อานิสงส์มาก แต่หากเป็นวิปัสสนากรรมฐานนี่ก็สูงสุด พ้นทุกข์ด้วย สร้างภพภูมิแห่งความเป็นพรหมชั้นสูงที่จะบําเพ็ญต่อให้หลุดพ้น

ที่นี้ก็มาถึงคําถามว่า แล้วหากคิดว่าตนเป็นคนทําบุญมาบ้าง ควรเบิกหรือไม่ เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ขึ้นชื่อว่ากรรม มีการส่งผล ๔ ทอด ทอดที่ ๑ คือส่งผลปัจจุบันทันที ๒ ส่งผลในภพภูมิหน้า ๓ ส่งผลในภพภูมิต่อ ๆ ไป ๔ อโหสิกรรม เมื่อเข้าใจดังนี้ ก็ต้องมาถามตัวเอง ก่อนว่า ตัวเรามีทุกข์มากหนักหนาขนาดอยากเบิกบุญเต็มแก่ เพื่อช่วยให้ตัวรอด ณ เวลานี้ แล้วมีความมั่นใจว่าชีวิตที่เหลืออยู่ จะเร่งบําเพ็ญกุศลให้มีบุญเป็นทุนชีวิตต่อไปหรือเปล่า ถ้ามั่นใจเช่นนี้ อยากเบิกก็ทําได้ แต่หากคิดว่า เบิกเสร็จแล้ว ก็ตัวใครตัวมัน ว่างเมื่อไหร่ค่อยทําบุญ เมื่อนั้น ยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาทเหมือนเดิม อันนี้ไม่ดีแน่ เพราะแสดงว่าเบิกออกไปแล้ว ทุนรอนก็พร่องไป แถมชีวิตก็ไม่เที่ยง พรุ่งนี้จะได้มีชีวิตทํากุศลต่ออีกหรือเปล่า บุญที่เบิกอาจช่วย ให้รอดแค่วันนี้ แต่ต่อไปอีกยาวนานก็อาจไม่มีทุนหนุนชีวิตเหลือ เพราะเบิกไปแล้ว

ดังนั้น การจะเบิกบุญ นี่ ก็ไม่อยากตัดสินว่าถูกหรือผิด เพราะคนแต่ละคนให้ความสําคัญ ในก้าวชีวิตของตนต่างกัน ยกตัวอย่างข้าพเจ้า เป็นผู้ที่ทํากุศลมากมายเหลือคณานับ จนจําไม่ได้ ว่าทําอะไรบ้าง อามิสทานเอย ธรรมทานเอย บรรยายอีก ๑๐ หน้าก็ไม่หมด แต่พูดให้เห็นภาพว่า มันทําเยอะ ศีลมั่นคงภาวนานี่ไม่ต้องพูดถึง พอหน้าตักมันเยอะ แถมตัวเองก็ไม่คิดจะเก็บอะไรแล้ว อยากจะไปท่าเดียว พอนึกอยากเบิกเมื่อไหร่ ก็สบายสิ

แต่ตอนข้าพเจ้าเริ่มสร้างเตโชวิปัสสนาสถาน แรก ๆ มีคนมาเกื้อหนุนร่วมสายบุญน้อยมาก เพราะเขายังไม่เชื่อมั่นในตัวเรา ใจนึงก็มีคิดเหมือนกันว่า แหม... เราก็ทํา กุศลทานมาเยอะมาก และบุญแต่ละอย่างที่เราทํานี่ อานิสงส์สูงทั้งสิ้น เพราะทําด้วยใจสละจริงๆ ไม่ได้ทําเอาหน้าเลย แต่พอเวลาอยากให้มีคนมาเกื้อหนุนเราบ้าง ทําไมหาได้ยากแท้ ก็คิดแค่นั้น ไม่ได้คิดเบิก

ไม่ทํา เพราะอยากวัดตัวเอง

คือตั้งใจว่า เอาทรัพย์ส่วนตนมาสร้างธรรมสถานเท่านี้ ที่เหลือมีใครศรัทธามาร่วมสายบุญ ได้มาเท่าไหร่ ก็เท่านั้น บุญวาสนาได้อยู่กระต๊อบก็ขอให้เป็นกระต๊อบเถิด ฝนจะตกน้ำจะรั่ว หลังคาจะปลิวก็เอาสิ ไม่เบิกบุญ ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ แล้วก็มุ่งหน้าทําความเพียรต่อไป

แต่ส่วนอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นขุนนางกังฉินสมัยราชวงศ์ถัง แล้วคดโกงแผ่นดินมามาก ชาตินี้ก็โดนโกงแล้วโกงอีก แต่กรรมก็ยังไม่หมด ข้าพเจ้าก็มาคิดว่า ยังไงเสีย เราจะคงบําเพ็ญ ให้สุดทางแน่ อานิสงส์ อามิสทานที่ทํา ๆ ไว้จะได้มาใช้แบบฆราวาสในภูมิต่อ ๆ ไปก็คงไม่มีแล้ว อย่ากระนั้นเลย เบิกอานิสงส์ที่เสมอกันนี่ มาชดใช้กรรมขี้โกงในอดีตของเราดีกว่า ก็พิจารณาว่า บุญไหนที่ให้อานิสงส์สูงพอกัน ก็นึกถึงบุญที่ได้ถวายทองคําและเงินต่อหลวงตามหาบัว เพื่อเกื้อหนุนชาติยามขาดทรัพย์ บุญนี้เป็นบุญใหญ่ ๒ ต่อ หนึ่งคือได้ทําบุญเบื้องหน้า พระอรหันต์เจ้าด้วยศรัทธา สองได้ทํากุศลทดแทนคุณชาติ อานิสงส์เสมอกันอย่างนี้ ก็อธิษฐานขอเบิกบุญส่วนนี้ มาชดใช้กรรมสมัยราชวงศ์ถัง คือ ขอเบิกบุญมาดุลยกรรมกัน หนี้สินที่มีจะได้คลายตัวไป

ต้องเข้าใจว่า คําว่าเบิกบุญ นี่คือ การเบิกของเก่า

ต่างกับการอุทิศบุญที่กําลังทําขึ้นใหม่ การอุทิศบุญที่กําลังทําใหม่นี่ไม่ต้องเบิก ใช้คําว่า "อธิษฐานบุญ" แต่การเบิกบุญแม้การกระทําคือการอธิษฐาน แต่เหตุเพราะเป็นการไปคว้าของเก่ามา เพื่อไม่ให้สับสนจึงเรียกว่าเป็น "การเบิก"

ดังนั้น การจะเบิกบุญเก่ามาชดใช้กรรมหรือมาส่งเสริมชีวิต ก็ต้องพิจารณาเบิกบุญในส่วนที่ มีอานิสงส์สมน้ำสมเนื้อ หากเราเคยไปฆ่าคนหรือสัตว์ตายอย่างโหดเหี้ยม แล้วถูกเจ้ากรรมนายเวร เขาจองเวร แต่ไปคิดขอเบิกบุญที่ใส่บาตรมาช่วย มันก็ช่วยกันไม่ได้ เพราะอานิสงส์ไม่เสมอกัน ฆ่าเขาตายแล้วเอาข้าวไปให้เขาจานเดียว ใครมันจะยอม แต่หากเบิกอานิสงส์ที่เคยบําเพ็ญภาวนา ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างวิมานไว้ในชั้นพรหม เพราะจิตมีความสงบ แล้วยกบุญนั้นให้เขาได้มีส่วน ในบุญนั้น ก็เท่ากับช่วยเปลี่ยนสถานะเจ้ากรรมจากยาจกกลายเป็นเทวดา เป็นใคร ๆ ก็ยอม

แล้วบุญภาวนา ไปช่วยเจ้ากรรมได้อย่างไร?

บุญก็เป็นพลังงาน มีสายโยงใยเป็นกระแส เมื่อจิตเรามีกระแสเชื่อมโยงขึ้นไปสู่ชั้นพรหมได้ แล้วหากเขาเห็นดีเห็นงามมาเกาะกระแสพลังงานนี้ จิตเขาก็ถูกยกขึ้นมาสู่ที่สูงได้ แต่จะอยู่ได้นาน เท่าไหร่ นี่เขาก็ต้องบําเพ็ญด้วย เพราะคิดตามหลัก คนเกาะสายมันก็ต้องใช้แรงเหนี่ยวให้อยู่ คนอยู่บนเป็นคนส่งสายมาให้ แต่คนเกาะจะมีแรงเกาะได้นานแค่ไหน เขาก็ต้องใช้กําลังพากเพียร ด้วยตัวเองเหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็ได้มาอยู่ที่สูงบ้าง แล้ว ก็เปรียบดังคําว่า "สายบุญ" นั่นแหละ หากเราเป็นผู้มีศรัทธา เรียกว่า "ต้นสาย" ไปชักชวนคนมีศรัทธาน้อยมาทําบุญ ต่างคนต่างมา คนต้นสายมานั่งอยู่หน้าประธาน คนปลายสายใจไม่ศรัทธา คอยนั่งอยู่ใกล้ ๆ ประตู ตั้งท่าแต่จะหนี กลับก่อน ถึงแม้จะไปก่อน แต่อย่างน้อยก็ได้ติดหางบุญเขามาบ้าง นี่จึงเรียกว่า "สายบุญ" ดึงกันได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้าย ก็ต้องลงที่ อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

การเบิกบุญ ควรเบิกเมื่อไหร่ ?

อยากเบิกเมื่อไหร่ ก็เบิก ไม่อยากเบิกก็รอบุญส่งผลตามลําดับ ไม่ต้องไปลัดคิว การไปขอลัดคิว สําหรับคนธรรมดาก็ไม่เป็นไร แต่สําหรับนักภาวนาจะไปนิพพานนี่ การเบิกก็เท่ากับการไม่รู้จัก วางเฉย ไม่รู้จักยอมรับผลของวิบากนั้น ๆ สถานะมันต่างกัน ยกเว้นการเบิกที่มีเจตนาเพื่อส่วนรวม เหมือนข้าพเจ้าเบิกบารมีเก่า มาช่วยทํางานปกป้องพระศาสนา โดยปกติเมื่อภาวนาข้าพเจ้าจะ ไม่อธิษฐานบารมีเดิมตัวเองใด ๆ ทั้งสิ้น แต่พอปักหลักปกป้องพระศาสนา เพราะเป็นงานใหญ่มาก บารมีชาตินี้อาจไม่พอต้องอธิษฐานบารมีเก่าให้มาช่วยเกื้อหนุน ก็ได้พรรคพวกเทวดาฤทธิ์มาก ทั้งหลายมาช่วย

หรืออย่างมีคนหนึ่ง ทําบุญมากกับเตโชวิปัสสนาสถานนี่แหละ มาปฏิบัติแล้วศรัทธา ก็ทําด้วยทรัพย์ใหญ่ แล้ววันหนึ่งก็มาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เคยได้มีส่วนสมรู้ร่วมคิดให้เพื่อน โกงทรัพย์ของแผ่นดินได้สําเร็จ เป็นเงินหลายล้านทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้อะไรด้วย เป็นแบบทําตาม ๆ กันในวงธุรกิจก็เกิด "กลัวกรรม" ขึ้นมา จะเอาเงินไปคืนก็ไม่ได้ เพราะตัวไม่ได้เอาเงินไป แค่เป็นคนช่วยให้คนอื่นเขาโกงสําเร็จ เขามาหาข้าพเจ้าก็เลยแนะนํา ให้ไปขอขมากรรมที่ต้นโพธิ์ แล้วอธิษฐานเบิกบุญที่ช่วยสร้างวิปัสสนาสถาน ด้วยแรงกายแรงใจชดใช้หนี้กรรม ที่หนักก็จะได้เบา ไม่ใช่ว่าจะหมด แต่ด้วยอานิสงส์ เมื่อครั้งที่ทําบุญด้วยจิตศรัทธา แม้ว่าอามิสทานที่อธิษฐานไม่มากพอ เท่าตามจํานวนที่ ไปประกอบกรรมไว้ แต่ใจที่ทําด้วยการลดอัตตา ก็ทําให้ทิพยสมบัติเพิ่มพูน พอที่จะไปดุลยกรรมกันได้

คือ ถ้ากรรมเป็นเรื่องเงิน ก็ต้องอธิษฐานบุญที่เป็นอามิสทานมาแก้กัน แต่ถ้ากรรมเป็นเรื่องชีวิตเรื่องความตกต่ำ ก็ต้องอธิษฐานเบิกบุญที่ได้เคยเกื้อกูลคนอื่น หรือบุญจากการถือศีลภาวนามาช่วยดุลยกรรม คือต้องเป็นบุญกรรมที่สอดคล้องกันจึงจะได้ หรือจะเบิกบุญมาชดใช้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรก็ทําได้

เขียนแบบนี้ เดี๋ยวพวกนักการเมืองขี้โกงเอาเศษเงินสิบล้าน จากที่โกงชาติมาพันล้าน มาทําบุญ จะได้แก้ไป อย่างนี้ไม่ได้ เพราะทรัพย์ที่ได้ไม่บริสุทธิ์ เจตนาที่ทําไม่บริสุทธิ์ คนเป็นหนี้เงินกัน หากเจ้ากรรมยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องเอาเงินไปคืนเขา หากเขาตายไป แล้วทายาททางกรรม เช่น ลูกหรือพ่อแม่เขายังอยู่ก็ไปคืนกับทายาทเขา ไม่ใช่มาส่งบุญกัน ทางอากาศ อย่างกรณีข้าพเจ้านี่ พันกว่าปีมาแล้ว แล้วข้าพเจ้าก็ใช้ทรัพย์จริงไปทําบุญกับวัดจีน ประกอบกับอานิสงส์บุญที่ทําด้วยทรัพย์ใหญ่มาดุลยกรรมกัน นี่มันถึงสมน้ำสมเนื้อ

เบิกกับใคร ? อธิษฐานเบิกกับท้าวจตุโลกบาลสี่

ก่อนอธิษฐาน ก็สวดมนต์ภาวนาทําจิตให้นิ่ง แล้วอธิษฐานเป็นคําพูด พูดให้เพราะให้กระชับ จะเบิกบุญส่วนไหน ที่ทํามาเมื่อไหร่ เอาไปช่วยเรื่องอะไร หรือช่วยใคร หากช่วยคนอื่น ก็ต้องให้คน ที่เราอธิษฐานให้เขารับอนุโมทนาด้วย ไม่อย่างนั้นกระแสบุญไม่ไปเกี่ยวกับเขา อธิษฐานที่บ้าน หรือหากเป็นคนจิตร้อนรุ่มกระสับกระส่ายก็ไปที่โบสถ์วัดที่ตนศรัทธา หาจังหวะคนน้อยจะได้สงบ

เบิกแล้วจะได้ผลทุกครั้งหรือไม่ ?

ต้องแล้วแต่กําลังบุญที่ทําหนึ่ง สอง บางคนเบิกบุญมาช่วยในวิบากที่ยังมาไม่ถึง เพียงแต่กลัวว่าวิบากนั้นจะมา บุญก็ยังไม่มาสนองผล แต่พอถึงเวลาวิบากนั้นมาถึงจริง ๆ เดี๋ยวบุญก็จะไปช่วยสลายวิบากให้บางลง ไม่ใช่ไม่มีเลย แต่บางลง

แล้วถ้าไม่เบิก เมื่อไหร่บุญ จะส่งผล ?

บุญจะส่งผลเมื่อถึงเวลาก็ส่งผล ๔ ทอดเหมือนที่เขียนไว้ ยกเว้น มีกรรมตัดรอนมาขวาง เช่น กรรมที่ทํากับบุพการี ไม่ว่าใครทําอามิสทานมามากน้อยแค่ไหน แต่หากทํากรรมกับบุพการีไว้ บุญที่ทําจะส่งผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ได้ พอบุญจะส่งผลกรรมหนักนี้จะมาตัดหนทางชีวิต เขาถึงเรียกกรรมตัดรอน แต่หากใครแก้กรรมส่วนนี้ได้แล้ว แล้วทําบุญกุศลไว้มาก พอวิบากกรรมคลายตัว ถึงเวลาบุญส่งผลก็มากันยกใหญ่ เรียกเป็น "บุญยกชีวิตไปเลย" เหมือนคนที่ปฏิบัติวิปัสสนา

การเบิกบุญ ควรเบิกบ่อยมั๊ย ?

อย่าว่าแต่เบิกบ่อยเลย ไม่เบิกได้เป็นดีที่สุด

เพราะหากไม่เบิกนี่ ได้สะสม ขันติและอุเบกขา ได้ใช้วิกฤตเพิ่มพูนบารมี อะไรเข้ามาชีวิตก็พร้อมซัดทุกเวที แล้วพอเวลาบุญบารมีที่สะสมไว้ส่งผล ชีวิตพลิกขึ้นเลย คนเบิกบุญ บ่อย ๆ ก็คือคนที่ทนอะไรไม่ได้ ไม่รู้จักสร้างสมบารมี พระพุทธเจ้าทรงดําริถึงบุญบารมี ที่ทรงบําเพ็ญเพียรมา เมื่อยามต้องผจญกับพญามาร พระองค์ไม่ทรงหวั่นพระทัยใด ๆ เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า พระองค์สะสมบารมีมามากมายทําให้ทรง มีชัยชนะเหนือพญามารได้

บุญ พอเบิกแล้วมายังไง ?

บุญเป็นกระแสพลังงาน ก็มาแบบพลังงาน ไม่ใช่เบิกบุญที่ทําทานข้าวแล้วจะมีข้าวลอยมาให้ แต่จะเกิดเป็นพลังงานผลักดันให้ผู้ที่เคยมีความผูกพันต่อกัน เข้ามาเกื้อกูลชีวิตให้เร็วยิ่งขึ้น เช่น คนค้าขายบางทีจู่ ๆ ก็ได้งานใหญ่ขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะได้ อย่างตอนที่ข้าพเจ้าต้องขายธรรมะแคมป์ ที่รังสิตทิ้งไป แล้วย้ายมาแก่งคอย เพราะจู่ ๆ ที่นั่นก็มีคนมาสร้างโรงงานข้างหน้า ก็ต้องขายที่นั่นทิ้ง เพื่อเอาเงินมาสร้างที่ใหม่ พลังบุญเขาก็ทํางานแล้ว เรดาร์หาคนโน้นคนนี้ สุดท้ายก็ไปเจอเอาคน ชอบนั่งสมาธิ กระแสต้องกันเลยชอบ นี่ก็เป็นพลังผลักดันของกระแสบุญที่ถึงเวลาเขาต้องส่งผล โดยเฉพาะคนดีมีศีลธรรมนี่ ไม่ต้องห่วงเรื่องเบิกบุญ อะไรเลย วางใจให้สบาย ๆ สร้างบารมีไป อย่าไปเร่งบุญ

คนดีพอขยับตัวที เทวดาขยับตามเลย คอยดูว่าจะช่วยคนนั้นได้ยังไงบ้าง แม้บางทีเราคิดว่า ทําไมบุญไม่ส่งผลให้เราบ้างก็พึงคิดว่า ก็ดีแล้วจะได้สร้างบารมีไปโดยเฉพาะคนจะไปนิพพานนี่ ต้องถูกทดสอบบารมีเลย บอกจะไปนิพพาน ผิดหวังอะไรหน่อยร้องไห้ฟูมฟายบอกฟ้าดินไม่เห็นใจ เทวดากระเจิงหมดเพราะรู้แล้วว่า คนนี้ไม่เอาจริง ไม่มีบารมีเลย ถอยดีกว่า ติดตามไปก็ไม่ได้เรื่อง

ดังนั้น สรุปว่า จะเบิกก็ได้ ไม่เบิกก็ได้ แต่หากจะเบิก อย่าทําบ่อย เลือกเฉพาะเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง กับชีวิตพอ จะได้มีบุญไว้หนุนชีวิต การได้มีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้ นี่ก็คือการทยอย เบิกบุญ มาใช้อยู่แล้ว ทั้งยังได้มีโอกาสสร้างเสริมบุญบารมี อย่าเร่งบุญ บุญ จะมาส่งชีวิตเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นแหละ พึงอยู่ด้วยธรรม มีสติ มีอุเบกขา วางเฉยกับทุกข์และสุขให้ได้ นี่แหละได้สะสม ทั้งบุญทั้งบารมี
......................
ที่มา: คัดจากหนังสือ "สิ้นชาติ ขาดภพ" (รู้แล้วลุย 2) โดย อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
ทางเพจยินดีให้แชร์เป็นธรรมทานโดยไม่ต้องขออนุญาต
Visitors: 127,563